Feeds:
เรื่อง
ข้อคิดเห็น

ฉลองวาเลนไทน์คนเดียว

คุณเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว เมื่อนึกถึงเทศกาลวาเลนไทน์ที่กำลังใกล้เข้ามาหรือเปล่า?

เมื่อหันไปทางไหน ทุกหนทุกแห่งล้วนประดับประดาไปด้วยตุ๊กตากามเทพ ดอกกุหลาบสีแดงสด ชอคโกแลตกล่องใหญ่ การ์ดอวยพรรูปหัวใจ และยังมีแหวนทองคำขาวประดับเพชรซีกเล็กๆ ที่วางขายกันเกลื่อนศูนย์การค้า ภาพเหล่านี้กำลังทำให้คุณเวียนหัว

คนหนุ่มสาวรอบตัวคุณกำลังเตรียมซื้อของขวัญ และกระตือรือร้นสำหรับการออกเดทครั้งสำคัญ ในขณะที่คุณกำลังโสดสนิทอยู่เพียงคนเดียวในชั้นเรียนหรือในที่ทำงาน

โปรดระวังว่าความรู้สึกแบบนี้ ในช่วงเทศกาลครึกครื้นที่คนส่วนใหญ่กำลังมีความสุขกัน อาจจะค่อยๆ กัดกินคุณ และทำให้จิตใจคุณแย่ลงๆ

ข้อมูลจาก Depression Alliance องค์กรการกุศลที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าในประเทศอังกฤษ (http://www.depressionalliance.org/) ระบุว่าทุกๆ ปี ในช่วงวันเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและอารมณ์ อย่างเช่นเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ วาเลนไทน์ ฯลฯ จะมีคนโทรศัพท์เข้ามายังสายฮอตไลน์ขององค์กรมากขึ้นถึงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ซึมเศร้าของตนเอง

นอกจากนี้ คุณเชื่อไหมว่าในสังคมตะวันตก สถิติคดีฆ่าตัวตายในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เรื่อยไปจนถึงช่วงวันเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากเทศกาลเฉลิมฉลองเหล่านี้ มีผลกระทบต่อจิตใจของคนบางกลุ่ม ซึ่งจะหดหู่ ห่อเหี่ยว และรู้สึกตกต่ำลงกว่าปกติ นักจิตวิทยาของ Depression Alliance บอกว่ากลไกที่เทศกาลแห่งความสุขเหล่านี้ กระทำต่อจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ใช่การสร้างความสุขเพียงด้านเดียว

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันยังทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกเครียด เพราะมันเป็นช่วงเวลาพิเศษที่อยู่นอกเหนือจากวันปกติ ผู้คนจึงต้องปรับตัวอย่างฉับพลัน และดิ้นรนให้ตนเองสอดคล้องเข้ากับแนวความคิดหลักที่ครอบคลุมเทศกาลเหล่านี้อยู่

ตัวอย่างเช่นในเทศกาลคริสต์มาส มีแนวความคิดหลักเกี่ยวกับครอบครัวอบอุ่น การมารับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันในบ้าน มีต้นคริสต์มาส มีเตาผิงอุ่นๆ มีกล่องของขวัญวางอยู่เกลื่อนกลาด แนวความคิดแบบนี้เป็นอุดมคติ และไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับทุกคน

ส่งผลให้บรรดาคนโฮมเลส เด็กกำพร้าหรือคนชราในสถานรับเลี้ยง หรือสมาชิกในครอบครัวที่มีเพียงพ่อหรือแม่เลี้ยงดูลูกคนเดียว ก็จะมีความรู้สึกเครียดขึ้นมา สำหรับบางคนเมื่อเกิดความเครียดนี้แล้ว และไม่สามารถแก้ไขได้ จนต้องจมอยู่กับมันเป็นเวลานานๆ หลายปีติดต่อกัน ก็ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า อาการแบบนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จนมีคำเรียกมันว่า Christmas Depression

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมในช่วงเทศกาลเหล่านี้ เงินทองจะไหลเวียนสะพัด และผู้คนส่วนใหญ่ออกไปช็อปปิ้งและเลี้ยงฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง เพราะนอกจากว่าเรากำลังพยายามแสดงออกว่ามีความสุขแล้ว เราต่างก็ต้องการระบายความเครียดและหดหู่ในช่วงเวลานี้ ด้วยการหนีออกจากความเป็นจริงของชีวิตไปสักชั่วคราว

ย้อนกลับมาที่เรื่องของเราดีกว่า วันวาเลนไทน์ก็เป็นเช่นเดียวกันกับวันคริสต์มาสนั่นเอง แนวความคิดหลักของวันนี้เกี่ยวข้องกับความรักแบบโรแมนติก การส่งการ์ดรูปหัวใจ ช่อดอกไม้ การไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน จิบไวน์ มอบแหวนเพชรเลอค่า และปิดท้ายด้วยการเมคเลิฟกันหน้าเตาผิง

ดังนั้น สำหรับคนโสด คนที่อกหักผิดหวังจากความรัก คนที่เพิ่งหย่าร้าง คู่รักเพิ่งจะตายจากไป หรือในเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงการปรับตัวเข้ากับเพื่อนต่างเพศ ที่ยังไม่สามารถจะดำเนินชีวิตในวันนี้ได้ตามแนวความคิดในอุดมคตินี้ ก็จะเกิดความเครียด และบางคนเครียดแบบสะสม เรื้อรังมานาน จนมีอาการซึมเศร้า เราเรียกอาการนี้ว่า Valentine’s Depression

วิธีแก้อาการ Valentine’s Day depression นั้นง่ายกว่าการรักษาอาการ Depression หรือโรคซึมเศร้า ซึ่งต้องไปปรึกษาจิตแพทย์และทานยาอย่างสม่ำเสมอนานเป็นปี Valentine’s Day depression นั้น เพียงแค่คุณรักษาเนื้อรักษาตัว และรักษาจิตใจตนเอง รอเวลาให้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลนี้ไป หลักสำคัญก็คืออย่าอยู่คนเดียว หรือถ้าต้องอยู่คนเดียว ก็ต้องหากิจกรรมอะไรที่มีคุณค่าทำไปเรื่อยๆ ง่ายดาย

วันวาเลนไทน์ก็เหมือนกับวันเทศกาลอื่นๆ นั่นแหละ คริสต์มาส ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง วันแม่ ฯลฯ และวันเทศกาลเหล่านี้จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวันอื่นๆ ของปีเลย คือในที่สุด มันจะต้องเลยผ่านไป

ค่ำคืนของเทศกาลแห่งความรักอันยาวนานและน่าหดหู่นี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป อีกประเดี๋ยวก็จะเช้าแล้ว เมื่อถึงเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม การ์ดรูปหัวใจ ช่อดอกไม้ กล่องชอคโกแลตเหล่านั้น ก็จะหายไป คุณเคยฟังเพลง “คืนอันเป็นนิรันดร์” จากหนังเรื่อง รักแห่งสยาม หรือเปล่า? นั่นแหละ! สัจธรรมของโลกและชีวิต

และเพื่อจะได้ข้ามผ่านคืนที่ดูเหมือนว่าจะยาวนานราวกับเป็นนิรันดร์นี้ไปได้แบบราบรื่น รวบรัด รวดเร็ว เรามีข้อเสนอแนะให้คุณ 8 ประการดังต่อไปนี้

1. อย่าเสียใจเพราะคิดว่าคุณคือคนเดียวที่ผิดปกติหรือกำลังเศร้าในเวลานี้ ขอบอกว่ายังมีคนแบบคุณอีกเยอะเลย เพียงแต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงตัว หรือไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านทางหน้าจอทีวีเท่านั้นเอง มีคนมากถึง 1 ใน 10 ที่มองวันเทศกาลเหล่านี้ในแง่ลบ อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่มีคู่รักออกไปฉลองกินดื่มในค่ำคืนนี้ คุณก็อย่าหงุดหงิด ซึมเศร้า หรือมองโลกในแง่ลบเลย คุณก็คือคุณ คุณค่าของตัวคุณอยู่ที่ตัวคุณเอง ไม่ได้อยู่ที่คู่รักของคุณ จริงไหมล่ะ?

2. อย่ามองย้อนกลับไปยังอดีต ว่าคือชีวิตที่ผ่านมาคือความผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่ควรมองว่ามันคือประสบการณ์อันมีค่า คนที่กำลังควงคู่รักไปเลี้ยงฉลองวันเทศกาลกันในตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็เคยผิดหวัง อกหัก และมีอดีตที่น่าเศร้ามาแล้วทั้งนั้นแหละ ถึงแม้ปีนี้คุณจะอยู่คนเดียว แต่คงจะไม่ใช่ในปีหน้าหรือปีถัดๆ ไป

3. ทำสิ่งที่คุณอยากทำ และไม่มีโอกาสได้ทำในวันวาเลนไทน์ตอนสมัยที่ยังมีคนรักอยู่ เช่นสำหรับผู้ชาย คุณอาจจะเช่าดีวีดีหนังแอคชั่นระเบิดเถิดเทิง หรือหนังสยองขวัญเลือดสาดตามที่ใจต้องการ (ควรหลีกเลี่ยงหนังโรแมนติคคอเมดี้ทั้งหลาย หนังดราม่าเคร้าน้ำตา อย่าง The Notebook, Love Letter และหนังอาร์ทที่เรียกอารมณ์เหงา อย่าง Chungking Express)

4. สำหรับผู้หญิง คุณอาจจะเลือกไปทำสปา นวดหน้า ทำเล็บ ในร้านที่คุณมีคูปองลดราคาเก็บไว้มานานแสนนาน แต่ยังไม่มีโอกาสไปใช้สิทธิเสียที เมื่อคุณไปถึงร้าน คุณอาจจะแปลกใจว่าทำไมในวันนี้ ร้านเหล่านี้มีคนเข้าไปใช้บริการ คับคั่งพอๆ กับภัตตาคารและผับเลยหละ! ส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนคุณนั่นแหละ

5. วันวาเลนไทน์ไม่ได้กินความหมายเฉพาะความรักของคนหนุ่มสาวเท่านั้น ดังนั้นอันดับแรกสุด จงหมุนโทรศัพท์ไปทักทายพ่อแม่ของคุณ เชื่อสิ! ว่าตอนนี้พวกท่านกำลังเหงา และอาจจะกำลังเอาภาพถ่ายในงานเลี้ยงวันปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมา มานั่งเปิดดูกันและบ่นคิดถึงลูกๆ กันอยู่

6. หลังจากนั้นก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนฝูงที่ยังโสดเหมือนคุณ หรือคนที่เพิ่งเลิกกับแฟน หรือเพิ่งหย่าร้าง แล้วชวนพวกเขาคุยสัพเพเหระ และแสดงความรักความปรารถนาดีต่อคนใกล้ชิดที่คุณเคยหลงลืมเขาตอนที่กำลังมีคนรัก

7. นัดบรรดาเพื่อนโสดของคุณมาจัดปาร์ตี้กันที่บ้าน ก็ถือเป็นไอเดียที่ไม่เลว คุณอาจจะได้พบมิตรภาพที่แน่นแฟ้น หรืออาจจะได้พบคนที่ถูกใจคนใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนัดเพื่อนของคุณออกไปกินเหล้ากันข้างนอก เพราะการไปอยู่ในภัตตาคารหรือผับหรูๆ ในคืนวันวาเลนไทน์ แล้วได้ไปเห็นภาพคู่รักหวานชื่นล้อมรอบตัว อาจจะทำให้คุณกับเพื่อนดื่มเพลินจนเกินลิมิต

8. ในต่างประเทศ มีองค์กรการกุศลหลายแห่งชอบจัดงานกิจกรรมอาสาสมัครในวันวาเลนไทน์ แต่สำหรับในเมืองไทยเราคงไม่ค่อยมีงานกิจกรรมในวันนี้มากนัก เรามักจะเน้นไปที่วันปีใหม่และสงกรานต์เสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การได้ไปร่วมทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือคนอื่น ในวันแห่งความรักหรือในวันเทศกาลใดๆ ก็ตาม ถือเป็นการแปลความรู้สึกด้านลบภายในใจ ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด

คุณคงไม่รู้หรอก ว่าในความเป็นจริง วันวาเลนไทน์ไม่ได้ทำให้คู่รักหวานแหววทุกคู่ มีความสุขตามอุดมคติเรื่องความรักเสมอไป

การออกเดทและการไปดินเนอร์เพื่อฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ ถือเป็นงานอีเวนต์ใหญ่ประจำปีสำหรับคู่รัก ที่จะได้เรียนรู้ไลฟ์สไตล์ รสนิยม ความคิด ความเชื่อ และพิจารณาความเหมาะสมของกันและกัน ดังนั้น วันวาเลนไทน์มักจะเป็นวันที่คู่รักจำนวนมากได้เรียนรู้ ว่าอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่ใช่คนในฝันของตนอีกต่อไป

ผู้หญิงหลายคนรู้สึกว่าฝ่ายชายไม่โรแมนติกมากอย่างที่ตนหวัง ส่วนผู้ชายหลายคนก็รู้สึกว่าฝ่ายหญิงเรียกร้องมากเกินไป เป็นต้น

วันวาเลนไทน์แบบนี้ค่อนข้างวนเวียนซ้ำซาก และเรื่องราวความรักแบบนี้ก็ค่อนข้างน่าเบื่อ เราต่างก็เคยผ่านมันมาปีแล้วปีเล่า คนแล้วคนเล่า เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันมามากแล้ว

ดังนั้น สำหรับในวันวาเลนไทน์ที่ไร้คู่รักในปีนี้ จะว่าไปแล้ว ถึงแม้จะหดหู่และเหงาหงอย แต่มันก็ให้บทเรียนเรื่องความรักบทใหม่กับเราได้เป็นอย่างดี เพราะในปีที่ผ่านๆ มา คุณอาจจะมองความรักว่ามีอยู่เพียงแค่มุมเดียว คือความรักโรแมนติกของคนหนุ่มสาว แต่ในปีนี้ คุณจะได้มองความรักที่ซับซ้อนและหลากหลายขึ้น

คุณได้อยู่กับตัวเอง ได้คุยกับพ่อแม่ ได้ปาร์ตี้กับเพื่อน ได้ทำเพื่อตัวเอง และได้ไปทำงานอาสาสมัครการกุศลเพื่อคนอื่น

นั่นเท่ากับคำว่า “ความรัก” ของคุณในวันแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ปีนี้ ได้แผ่ขยายให้กว้างออกไปสู่ผู้คนมากมาย ตั้งแต่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ไปจนถึงมนุษยชาติ และความรักของคุณยังได้ดำดิ่งลึกลงไปในจิตใจ แล้วคุณจะรู้ว่าความรักที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การฉลอง งานอีเวนต์ การช็อปปิ้ง หรือการไปดินเนอร์ อย่างปีที่ผ่านมา

“เธอคงแปลกใจ ในสิ่งที่เธอเห็น อีกคนที่ฉันเป็น อีกใจที่ฉันมี…นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น เป็นเหมือนดั่งอีกคน…”

เสียงขับกล่อมอันรื่นรมย์นี้ มาพร้อมกับภาพของหญิงสาวนิรนามผู้หนึ่ง ที่กำลังเอนกายอยู่ในอ่างอาบน้ำ กลางห้องน้ำสุดหรู ก่อนที่จะเปิดเผยตนในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาว่า หญิงสาวนิรนามผู้นั้น คือ แอน ทองประสม เธออยู่ตามลำพัง กำลังมีความสุขกับการอาบน้ำและฝึกซ้อมร้องเพลง

โดยทั่วไปแล้วกิจกรรมที่เราทำในห้องน้ำเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้ประกอบกิจกรรมมักอยู่ตามลำพัง ห้องน้ำจึงเป็นพื้นที่ส่วนตัวทั้งในแง่ของหน้าที่และความหมาย แต่มายาของโฆษณาได้นำโลกส่วนตัวและกิจกรรมส่วนตัวมาเปิดเผยต่อโลกสาธารณะ ผ่านจอสี่เหลี่ยมโทรทัศน์อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจและแนบเนียน

เราจึงได้เห็นแอนนอนแช่กายอยู่ในอ่างอาบน้ำ ได้เห็นมาช่าลูบไล้แผ่นหลังของเธอขณะอาบน้ำในโฆษณาลักซ์ เราจึงได้เห็นชายหนุ่มช่วยลูบไล้โลชั่นให้สุนิสา เจ็ท ที่เอนกายอย่างรัญจวนใจอยู่ในอ่างอาบน้ำในโฆษณา Ideal เราจึงได้เห็นครอบครัวของแซม ยุรนันท์ สระผมให้กันอย่างมีความสุขในห้องน้ำของโฆษณายาสระผมแฟซ่า

ความหมายของฉากห้องน้ำ ไม่ได้ไร้เดียงสา ว่าเขาจะขายสบู่ เขาจึงใช้ฉากอาบน้ำในห้องน้ำ เขาจะขายยาสระผม เขาจึงใช้ฉากสระผมในห้องน้ำ แต่ฉากที่เป็นห้องน้ำ แทนความหมายของพื้นที่ส่วนตัว และการอาบน้ำ ก็แทนความหมายของกิจกรรมส่วนตัว ที่ทำในพื้นที่ส่วนตัว

เมื่อมองลึกลงไปกว่านั้น โฆษณานำโลกส่วนตัวหรือกิจกรรมส่วนตัวของผู้อื่นมาเสนอให้เห็น เพื่อกระตุกสัญชาตญาณทางเพศที่ถูกเก็บซ่อนไว้ ให้ได้มีโอกาสออกมาสร้างความสำราญด้วยการจ้องมอง เป็นความสุขของการอำนาจมองผู้อื่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น เป็นความปรารถนาที่ได้ทดแทนด้วยการแอบมองสิ่งต้องห้าม ของส่วนตัว และกิจกรรมส่วนตัวของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้อื่น” ที่กำลังถูกแอบมองอยู่นี้ ไม่ใช่คนธรรมดา แต่มีความหมายของบุคคลพิเศษ ที่เป็นภาพตัวแทนของนางเอก และความงาม

ความลักลั่นของพื้นที่ส่วนตัวในโฆษณา คือ ผู้ที่ถูกแอบมองหรือเป้าหมายของการจ้องมองรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังถูกแอบมองอยู่ มุมกล้องเล่นซ่อนแอบกับผู้ชม นำเสนอภาพเจาะลึกเฉพาะบางส่วนของหญิงสาวนิรนาม แผ่นหลังบ้าง หัวไหล่บ้าง ท่อนแขนบ้าง ให้เป็นปริศนาว่า เจ้าของเสียงเพลงนั้นเป็นใครกันแน่ เมื่อถึงจุดหนึ่ง หญิงสาวนิรนามก็เปิดเผยในหน้าของตน พร้อมกับกล่าวทักทายผู้แอบมองว่า “นึกไม่ถึงใช่มั้ยคะ ว่าเป็นแอน” เป็นการยุติการแอบมอง

ภายนอกโลกของโฆษณา ถ้าพื้นที่ส่วนตัวถูกรุกราน หรือกิจกรรมส่วนตัวถูกลอบมองด้วยคนแปลกหน้าเช่นนี้ คงไม่มีใครหันไปทักทายและยิ้มหวานให้คนที่ล่วงล้ำเข้ามา แต่มายาของโฆษณาทำให้การบุกรุกดูเป็นธรรมชาติและแนบเนียน อีกทั้งผู้ถูกแอบมองก็ดูมีความสุขจากการเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง

นี่เป็นเกมของอำนาจที่แย่งชิงกันไปมาระหว่างสองฝ่าย ผู้ชมใช้อำนาจผ่านการเสพย์ภาพสงวนต้องห้าม ส่วนเป้าหมายของการมองก็รู้สึกถึงอำนาจของตน ที่ได้เป็นเป้าหมายของความปรารถนา และสะกดให้ผู้อื่นต้องมาจ้องมอง ราวกับว่าทั้งผู้มองและผู้ถูกมอง ต่างก็มีอำนาจและได้รับความสุขสมจากกิจกรรมการจ้องมองนี้

ในโฆษณาที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของการดำเนินเรื่อง มักโปรดปรานการเล่นเกมของอำนาจและการจ้องมอง โดยนำเสนอภาพหญิงสาวผู้มีใจปรารถนาเป็นเป้าหมายของการมอง และมีอำนาจสามารถกำกับสายตาของผู้อื่นได้ เช่นในโฆษณาแบรนด์สารสกัดจากพริกและชาเขียว สาวหุ่นเพรียวในชุดทำงานทันสมัยสีดำ ยืนทำท่าขบคิดเรื่องงานอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอ จนชายหนุ่มเพื่อนร่วมงานทั้งหลายต้องขาสั่น อ่อนปวกเปียกไม่เป็นอันทำงาน เมื่อได้แลเห็นเรือนร่างของเธออันเป็น “อาหารตา” ที่ทำลายพละกำลังของชายหนุ่มทั้งมวล

เพื่อนบ้านสาวสองคน ใช้กล้องส่องทางไกลเป็นเครื่องมือช่วยขยายความสามารถในการมอง เพื่อเข้าไปล้วงความลับว่าสาวสวยหุ่นงามที่อยู่อพาร์ทเมนต์ตรงกันข้ามนั้น มีเคล็ดลับความงามอะไร แล้วสาวสอดเห็นสองคนก็พบว่า เคล็ดลับความงามของเพื่อนบ้านของเธอ คือการดื่มสารสกัดพรุนวีต้านั่นเอง นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อำนาจของการเป็นเป้าหมายการจ้องมอง ไม่ได้มีไว้สำหรับควบคุมเพศตรงข้ามเท่านั้น แม้แต่เพศเดียวกันยังต้องสยบยอมต่ออำนาจของเธอผู้นั้น

ในโฆษณา Olay Total Effect ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเล่นเกมต่อไพ่รูปพีรามิดกัน แต่ทั้งคู่ไม่ได้จดจ่อและใช้สมาธิกับเกมต่อไพ่ แต่กลับเป็นการเล่นเกมของอำนาจและการจ้องมอง หญิงสาวไม่เพียงแต่จงใจเป็นเป้าหมายของการจ้องมองของเพศตรงข้ามที่นั่งอยู่ตรงข้ามเท่านั้น แต่ยังใช้สายตาอันทรงพลังของเธอมองไปที่ชายหนุ่ม แสดงถึงอำนาจของความงาม ที่ทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นต้องเสียสมาธิ จนพ่ายแพ้ไปในเกมการต่อไพ่ และเกมของอำนาจในที่สุด

ในโฆษณา C’Care UV body lotion ยิ่งตอกย้ำถึงอำนาจของการเป็นเป้าหมายของการจ้องมองของผู้หญิงอย่างจงใจ สาวน้อยหุ่นงามในชุดสีส้ม รถติดอยู่ท่ามกลางไอแดดอันร้อนระอุ จะทำอย่างไรถึงจะออกจากสถานการณ์นี้ แล้วหลังคารถเปิดประทุนของเธอก็เปิดออก เผยให้เห็นผิวสาวที่กล้าท้าทายไอแดด ที่แผดเผาผิวของเธอให้ไหม้เกรียมได้ ชายหนุ่มทั้งหลายในรถที่รายล้อมเธออยู่นั้น เมื่อได้เห็นพลังของความงามของเธอ ดังต้องมนตร์ชายหนุ่มต่างพร้อมใจกันเข็นรถเปิดทางออกให้เธอได้แล่นจากไป หญิงสาวกระหยิ่มใจในอำนาจ “ผิวสวยก็มีทางออกเสมอ” ของเธอ ถึงแม้ว่า ก่อนหน้านั้นเธอจะถูกกล้องโลมเลียผิวกายตั้งแต่ต้นขาลงมาแล้วก็ตาม

ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคน สามารถเป็นเป้าหมายของการจ้องมองอย่างผู้ชนะเสมอไป ในโลกของโฆษณาอนุญาตให้เฉพาะผู้หญิงที่มีใบหน้าและรูปร่างสวยงามเท่านั้น ที่สามารถเล่นเกมของอำนาจนี้ได้อย่างเป็นผู้ชนะ

ในโฆษณา Red Bull สาวน้อยหุ่นงามเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามหนุ่มน้อยผู้หนึ่งในโบกี้รถไฟ ความปรารถนาที่จะเป็นเป้าหมายของการจ้องมองของเธอ เผยออกมาอย่างจงใจ ทั้งเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ การขยับเรือนร่างให้ตกอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเป้าสายตา อีกทั้งแววตาที่เชิญชวนในมอง แต่โฆษณานี้นำเสนอภาพใบหน้าของเธอให้เป็นแบบไม่เป็นที่พึงปรารถนาของหนุ่มน้อยในโฆษณา จนทำให้เธอไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่สามารถเป็นเป้าหมายของการจ้องมองที่สุขสมดังใจ อำนาจของการเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง กลับตกไปอยู่ที่กระป๋อง Red Bull หนุ่มน้อยเลือกมองกระป๋องเครื่องดื่มชูกำลัง ยังดีเสียกว่าต้องมองใบหน้าของเธอ

เมื่อเปรียบเทียบกับหญิงสาวคนอื่นในโฆษณาชิ้นอื่นๆ แอนในโฆษณาลักซ์ไม่ได้แสดงอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นไปอย่างแนบเนียน ถึงแม้ว่าในช่วงต้นของโฆษณา แอนจะอยู่ตามลำพังในพื้นที่ส่วนตัว แต่ในช่วงหลังของโฆษณา แอนได้ไปปรากฏตัวอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต พร้อมกับเปล่งเสียงร้องอย่างทรงพลังต่อหน้าผู้ชมว่า “นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น”

ความเป็นที่สุดของการเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง คือ ความสามารถในการตรึงสายตา “ผู้อื่น” จำนวนมากในพื้นที่สาธารณะได้ เวทีคอนเสิร์ตถูกจัดให้เป็นพื้นที่แสดงพลังอันนี้ ความมืดภายในห้องแสดงคอนเสิร์ตยิ่งขับให้แอนท่ามกลางแสงไฟบนเวที โดดเด่นและเป็นจุดศูนย์กลาง อีกทั้งเสียงร้อง “นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น” ยิ่งช่วยตอกย้ำอำนาจของ “ฉัน” ผู้มีตัวตนที่มีคุณค่าคู่ควรต่อการปรากฏในพื้นที่สาธารณะ และเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง

คำถาม คือ แอน เป็นผู้มีอำนาจในเกมของอำนาจนี้ จริงหรือ?

ความแนบเนียนของมายาโลกโฆษณา จัดวางให้อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะก้าวข้ามจากพื้นที่ส่วนตัวไปสู่พื้นที่สาธารณะพร้อมกับประกาศก้องว่า “นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น” ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการใช้สบู่ลักซ์เสียก่อน แล้วจึงจะรู้สึกได้ถึง “อีกคนที่ฉันเป็น อีกใจที่ฉันมี…เป็นเหมือนดั่งอีกคน…”

การอาบน้ำ คือ การประกอบพิธีกรรม พื้นที่ส่วนตัวในห้องน้ำ คือ สถานที่ประกอบพิธีกรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม คือ สบู่ลักซ์ เป้าหมายของพิธีกรรม คือ การเปลี่ยนผ่านจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง เป้าหมายของการอาบน้ำนี้ คือ การเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ส่วนตัว ไปสู่พื้นที่สาธารณะพร้อมกับตัวตนใหม่อันเป็นที่พึงปรารถนา

ความหมาย คือ “เธอที่ฉันอยากให้เห็น” นี้ ถ้าต้องการดำรงอยู่ในพื้นที่สาธารณะได้อย่างมีตัวตน และเป็นเป้าหมายของการจ้องมองที่พึงปรารถนา จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมนี้ จำเป็นต้องอาบน้ำด้วยสบู่ลักซ์ก้อนเขียวก้อนนี้ และ “เธอที่ฉันอยากให้เห็น” ถ้าคิดว่าพิธีกรรมนี้ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์เพียงพอ สามารถส่งฉลากผลิตภัณฑ์ไปชิงโชคชุดตบแต่งห้องน้ำสุดหรูแบบเดียวกับในโฆษณา ให้ไปเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในโลกจริงภายนอกโฆษณาได้อีกด้วย

“เธอที่ฉันอยากให้เห็น” คือ ใครกัน? ระหว่าง ผู้ชายที่สุขสมจากการได้แอบมองโลกส่วนตัวของแอน หรือผู้หญิงที่ไม่สุขสมจากการได้มองโลกสาธารณะของแอนที่ตนไม่มีวันไปถึง

เราตระหนักรู้ถึงตัวตนของเราเองได้จากการส่องกระจก แต่กระจกที่เราส่องอยู่ทุกวันกลับเป็นกระจกบนหน้าจอโทรทัศน์ ตัวตนที่เราเห็นในกระจกมายานี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา แต่กลับเป็นตัวตนที่เราใฝ่หาและปรารถนาอยากจะเป็น

ความปรารถนาที่ได้รับแรงผลักมาจาก “ความขาด” “ความขาด”ที่ไม่มีวันจะได้เติมเต็ม สิ่งที่โลกโฆษณาสร้าง ก็คือตัวตนแห่งมายาที่จะนำไปสู่การทดแทน “ความขาด” นั้น แต่มายา ก็คือ มายา

มายาของโลกโฆษณา ไม่ได้หลอกล่ออยู่เฉพาะแต่ในโลกโฆษณา เป้าหมายของมายาของโลกโฆษณาคือการเข้าไปครอบครองโลกภายนอกโฆษณา

เธอกับฉันต่างก็วนเวียนอยู่ในมายาที่มองไม่เห็นนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด ขอให้ เธอจงแปลกใจ ในสิ่งที่เธอ “ไม่” เห็น.

โกสุม โอมพรนุวัฒน์

แนวความคิดบางส่วนจาก
Mulvey, Laura (1989). “Visual Pleasure and Narrative Cinema”. In Visual and Other Pleasures. Hong Kong: Indiana University Press.
Stacy, Jackie (1994) Hollywood Cinema and Female Spectatorship. London: Routledge.
Tseelon, Efrat (1995) The Masque of Femininity: The Presentation of Woman in Everyday Life. London: Sage Publications Ltd.
Williamson, Judith (1981) Decoding Advertisements: Ideology and Meaning in Advertising. London: Marion Boyars Publishers Ltd.
Etc.

take E for granted

ผมนั่งพิมพ์งานอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และรู้สึกอัศจรรย์ใจกับภาพที่ปรากฏอยู่บนจอ ในยามที่ลากเม้าส์ไปมาในทิศทางใดๆ ลูกศรเคอร์เซอร์บนหน้าจอก็เคลื่อนที่ตาม ในยามที่กดแป้นคีย์บอร์ดปุ่มใด ตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นตามนั้น

บางครั้ง การที่เราได้พบเห็นอะไรเป็นประจำ บ่อยจนคุ้นเคย ก็อาจจะทำให้มองข้ามความสลับซับซ้อน และความน่าสนใจของสิ่งนั้นไป โดยหลงคิดไปว่ามันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สามัญ หรือธรรมชาติของมันเป็นเช่นนั้นเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะสลับซับซ้อนกว่าที่เราจะสามารถมองและทำความเข้าใจเพียงผิวเผิน

หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง กล่าวคือเคอร์เซอร์กับเม้าส์ไม่ได้สัมพันธ์กันแบบผิวเผิน อย่างที่เราเห็นจนเคยชิน ว่าพอลากเม้าส์ไปทางซ้าย เคอร์เซอร์ก็เคลื่อนไปทางซ้าย

แต่การเคลื่อนไหวของเคอร์เซอร์ เกิดขึ้นจากการคำนวนบวกลบเลขฐานสองจำนวนนับล้านๆ ครั้งในเวลา 1 วินาที ที่ปฏิบัติการโดยแผงวงจรไฟฟ้าอันสลับซับซ้อน ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมทรงสูง สีขาวนวล ตั้งอยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์

มันน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ทั้งๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเลขฐานสองเลย และไม่ต้องรู้เรื่องแผงวงจรไฟฟ้าเลย แต่เราก็สามารถลากเม้าส์ให้เคอร์เซอร์ไปหยุด ณ ตำแหน่งที่ต้องการในจอได้

เปรียบเหมือนกับการพิมพ์สัมผัส สำหรับผู้ที่ฝึกฝนและมีทักษะในการพิมพ์ดีด เขาจะพิมพ์ได้รวดเร็วเท่าๆ กับการเขียนหนังสือเลยทีเดียว เพราะไม่จำเป็นต้องมองแป้นพิมพ์ ว่าตัวอักษรใดอยู่ตำแหน่งใด หลังจากที่เขาฝึกมาจนชำนาญ

เหมือนกับการขับรถ ผู้ที่ขับรถเป็นแล้ว ก็จะเหยียบครัชต์ คันเร่ง เบรค หรือเข้าเกียร์ ได้โดยอัตโนมัติ การทำงานของแขนและขา จะสัมพันธ์กับภาพที่เห็นจากหน้ารถ กระจกมองหลังและมองข้าง ถ้ามีอะไรมาตัดหน้ารถอย่างฉุกเฉิน เขาก็เหยียบเบรคได้ทันที โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดก่อน ว่าควรจะต้องทำอย่างไร

ในโลกเราทุกวันนี้ ทุกอย่างล้วนดูง่ายดาย และดูเป็นธรรมชาติที่สุด เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันรอบตัวเรา ก็ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปเช่นนี้เอง

การดำเนินชีวิตแบบนี้ มีส่วนดีตรงที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถสั่งสมความรู้ ทักษะ ความชำนาญ ในเรื่องต่างๆ ให้พอกพูนสูงขึ้น เพื่อที่จะให้สามารถมีความสะดวกสบาย ด้วยการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับความรู้ในระดับสูง โดยไม่มีความจำเป็นต้องเสียแรง เสียเวลาซ้ำๆ เพื่อมองย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของมัน

เราใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยที่เราไม่ต้องสร้างมันเอง ไม่ต้องเขียนโปรแกรม ไม่ต้องเรียนเลขฐานสอง ไม่ต้องรู้เรื่องวงจรไฟฟ้า เราพิมพ์ดีดได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องย้อนกลับมาดูแป้นตลอดเวลา เราขับรถได้ปลอดภัย โดยไม่ต้องหัดใหม่ทุกครั้งที่เข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย

ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์พังขึ้นมา เราก็สามารถส่งไปซ่อมโดยเสียเงินเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็หาซื้อเครื่องใหม่ไปเลย เพราะเดี๋ยวนี้ราคาถูกลงๆ ทุกวัน หรือถ้ารถยนต์เกิดรวนขึ้นมา ก็โทรแจ้ง จส.100 สักพักเดียวก็คงมีคนมาช่วย แล้วลากรถเข้าอู่ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องคิดอะไรมาก

การหันมาตั้งคำถามกับสิ่งที่คุ้นเคยรอบๆ ตัว ว่าสิ่งที่ดูปกติ ธรรมดา สามัญ และดูเหมือนเป็นธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า อาจจะต้องย้อนไปเรียนรู้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และต้องไปเรียนเครื่องยนต์กลไกภายในรถยนต์ด้วย เพื่อที่จะได้ไม่มองข้ามความซับซ้อนเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับคอมพิวเตอร์และรถยนต์ การมองมันอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะมันเป็นเพียงวัตถุสิ่งของนอกกาย ไม่มีชีวิตและจิตใจ แต่สำหรับสิ่งอื่นล่ะ

สำหรับบางสิ่ง ที่เรามีปัญหากับมัน แต่ไม่สามารถจะส่งมันไปซ่อมแซม เปลี่ยนแปลง บังคับให้มีสภาพที่เป็นไปดั่งใจเรา อีกทั้งเราไม่สามารถจะโยนมันทิ้งไปได้ เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า รถคันเก่า เราจะทำเช่นไรได้

ถ้าขืนมองมันอย่างผิวเผิน ก็มีแต่จะทำให้ปัญหานั้นดำรงอยู่ต่อไป หรือหนักหน่วงขึ้น ทุกวันนี้ เราอาจจะดำเนินชีวิตแบบมองผิวเผินกันมากเกินไป การเริ่มต้นตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และเรื่องราวรอบตัว การมองย้อนเรื่องที่ดูเหมือนเป็นปกติ ธรรมดา สามัญ จะทำให้เรามองเห็นโลกในมุมใหม่

Working woman

ที่ย่านสีลมในช่วงเวลาพักกินข้าวเที่ยง มีผู้คนนับพันนับหมื่นในชุดทำงานเดินกันขวักไขว่ ผมกำลังนั่งแทะเล็มแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นเล็กๆ ในร้านฟาสต์ฟู้ด และอ่านนิตยสารฉบับหนึ่งไปพลางๆ

เมื่อเหม่อมองออกไปทางนอกหน้าต่างร้าน ก็เริ่มสงสัยว่าทำไมโลกเรานี้จึงได้เต็มไปด้วยผู้หญิง พวกเธอเดินจับกลุ่มกัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เดินออกจากอาคารสำนักงาน คาดว่าคงจะไปหาที่กินข้าวเที่ยง

พอหันกลับมามองในร้าน ที่โต๊ะถัดไป ก็มีผู้หญิงทำงานนั่งกันกลุ่มใหญ่ 6-7 คน ในโต๊ะนั้นมีผู้ชายอยู่แค่คนเดียว นั่งเป็นไข่แดงอยู่กลางโต๊ะ กำลังพูดคุยกันสนุกสนาน

เดี๋ยวนี้ผู้หญิงมีการศึกษาสูงๆ และออกมาทำงานนอกบ้านกันเยอะมาก จนเราเห็นกันชินตาและกลายเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สามัญ

ในนิตยสาร มีโฆษณาคอมพิวเตอร์โน้ตบุคยี่ห้อหนึ่ง เป็นรูปหญิงสาวในชุดทำงาน สูทสีดำ กระโปรงสั้น นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนน และเธอกำลังก้มหน้าก้มตาจิ้มคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์โน้ตบุคยี่ห้อนั้น ที่วางอยู่บนโต๊ะคู่กับถ้วยกาแฟควันฉุย

เมื่อพลิกมาอีกหน้าหนึ่ง ก็เห็นโฆษณาอีกชิ้นหนึ่ง เป็นภาพหญิงสาวอีกคนหนึ่ง อยู่ในชุดทำงานเช่นเดียวกัน แต่คราวนี้เธอกำลังเดินอยู่บนบาทวิถีในย่านธุรกิจ รอบตัวมีผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ เธอกำลังคุยโทรศัพท์มือถือ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข

เมื่อละสายตาออกจากนิตยสาร เงยหน้าขึ้นมา ก็พอดีเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังนั่งคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่โต๊ะข้างๆ ผมพยายามมองหาผู้หญิงสักคน ที่กำลังนั่งกดแป้นคีย์บอร์ดเครื่องโน้ตบุคอย่างในหน้าโฆษณา แต่ก็มองไม่เห็น สงสัยว่าอาจจะต้องไปนั่งในร้านกาแฟที่หรูหราและราคาแพงกว่านี้กระมัง เพราะโน้ตบุคเครื่องนึงราคาหลายหมื่นบาท เจ้าของคงไม่มานั่งกินจังค์ฟู้ดราคาถูกๆ แบบนี้

ไม่รู้ว่าผู้ชายหายไปไหนหมด ถ้าคุณได้ไปเดินแถวซอยละลายทรัพย์ในตอนเที่ยงๆ คุณก็จะมีคำถามนี้แว่บขึ้นในหัว

ถ้ามีใครคิดจะไปเปิดร้านขายของแถวนั้น ก็คงเลือกที่จะขายสินค้าสำหรับผู้หญิง จำพวกเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง เครื่องประดับกระจุกกระจิก หรือแม้แต่พวกของกินเล่น เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาเดินในซอยนี้เป็นผู้หญิง

ซอยละลายทรัพย์อาจจะถือเป็นแบบจำลองสังคมบริโภคนิยมของผู้หญิง เมื่อผู้หญิงมีจำนวนมากขึ้น และมีกำลังซื้อมากขึ้น ถ้าคุณเป็นคนขายของ แน่นอนว่าก็ต้องหาสินค้าสำหรับผู้หญิงมาขาย

ใครจะไปโง่ขายของให้แต่ผู้ชายอย่างเดียว หรือไปประกาศว่าสินค้าของตัวเองนั้นเหมาะกับผู้ชายเท่านั้น ในเมื่อประชากรอีกมากกว่าครึ่งโลกเป็นผู้หญิง

ความคิดเรื่องนี้ใครๆ ก็คิดได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเอ็มบีเอเลย ไม่แน่ว่าแม่ค้าที่ขายเครื่องสำอางในซอยละลายทรัพย์ อาจจะมีรายได้ต่อเดือนสูงกว่าเงินเดือนของลูกค้าของเธอ ซึ่งเป็นพวกผู้หญิงที่เรียนสูง ๆ ได้ทำงานในออฟฟิศหรูๆ แถวสีลมเสียอีก

นอกจากการหาสินค้าสำหรับผู้หญิงมาขายแล้ว แต่ถ้าสินค้าของคุณเป็นสินค้าสำหรับผู้ชายล่ะ? หนทางก็คือปรับสินค้าผู้ชายของคุณให้เหมาะกับผู้หญิง หรืออีกทางหนึ่งก็คือปรับความคิดของผู้หญิงให้หันมาใช้สินค้าผู้ชายๆ ของคุณ

เช่นในภาพโฆษณาสินค้าไฮเทคจำพวกคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เมื่อไม่กี่ปีก่อน เรามักจะเห็นแต่ภาพของผู้ชายเท่านั้น ชายหนุ่มกำลังโทรมือถือ ชายหนุ่มกำลังใช้โน้ตบุค หรือชายหนุ่มกำลังจิ้มเครื่องปาล์มทอป แต่พอมาถึงทุกวันนี้ ภาพของผู้หญิงในโฆษณาสินค้าพวกนี้มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ดูเหมือนว่าสถานภาพของผู้หญิงในสังคมนี้ กำลังดีขึ้นและสามารถทัดเทียมกับผู้ชาย

แต่นี่อาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาก็ได้ เพราะนับวันลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นทุกที และดูดกลืนเอาอุดมการณ์อื่นๆ ในสังคม เข้าไปแปลงสภาพเสียใหม่ ให้กลายเป็นเครื่องมือในการค้าขายหากำไรได้ ไม่เว้นแม้แต่แนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิสตรี ที่ถูกนำมาแต่งหน้าทาปากเสียใหม่จนฉูดฉาดสะดุดตา

พวกนักการตลาดจะขายโรลออนที่ทาแล้วรักแร้ขาวให้คุณได้อย่างไร ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเรียบร้อย ใส่เสื้อแขนยาวปิดมิดชิด

เขาจะขายเบียร์ให้คุณกินได้อย่างไร ถ้าคุณเป็นผู้หญิงแบบรักนวลสงวนตัว ไม่เคยออกไปเที่ยวกลางคืน

เขาจะขายโลชั่นผสมสารกันแดดให้คุณได้อย่างไร ถ้าคุณเป็นผู้หญิงแบบแม่ศรีเรือน วันๆ ทำแต่งานบ้าน ไม่ได้ออกไปไหน

ภาพของผู้หญิงแบบใหม่จึงถูกสร้างขึ้นมาโดยฝีมือนักการตลาด เช่นผู้หญิงจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ เพราะผู้หญิงรุ่นใหม่ต้องมีความมั่นใจ หรือผู้หญิงจะไปเที่ยวเธคเที่ยวผับในเวลากลางคืนก็ได้ เพราะหญิงชายเท่าเทียมกัน ทีผู้ชายยังไปได้ ผู้หญิงก็ไปได้ หรือผู้หญิงที่เก่งคือผู้หญิงที่ออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ควรจะยอมเป็นเพียงแค่อีแจ๋วคอยทำแต่งานบ้าน

เช่นเดียวกัน นักการตลาดจะขายเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือให้ผู้หญิงได้อย่างไร ถ้าผู้หญิงไม่ได้เป็น working woman เขาจึงต้องพร่ำสอนว่าผู้หญิงสมัยนี้ต้องทำงานนอกบ้าน ต้องทันสมัย กระฉับกระเฉง และต้องตามโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันไม่แพ้ผู้ชาย โดยที่จะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคเหล่านี้เป็นตัวช่วย

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะต้องเป็นหญิงไทยใจงาม เรียบร้อย ไม่เที่ยวกลางคืน รักนวลสงวนตัว เป็นแม่ศรีเรือน อีกทั้งผมไม่ได้หมายความว่าเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี จะเหมาะกับผู้ชายมากกว่า เพราะความคิดเกี่ยวกับความเป็นหญิงและความเป็นชายแบบเดิมๆ เหล่านี้ ก็ล้วนมาจากการประกอบสร้างจากสังคม

ในขณะเดียวกัน ความคิดเกี่ยวกับความเป็นหญิงแบบใหม่ ที่เห็นได้ตามโฆษณาในโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร ในทุกวันนี้ ก็ล้วนเป็นการประกอบสร้างความจริงใหม่ๆ ขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งได้เข้ามาท้าทายกับความคิดเกี่ยวกับเป็นหญิงแบบเดิม

ดังนั้นคุณอาจจะเป็นผู้หญิงเก่ง มีการศึกษาสูง ออกทำงานนอกบ้าน มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย มีออฟฟิศอยู่แถวสีลม แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ด แขนกุด กระโปรงสั้น และหลังเลิกงานก็ออกเที่ยวผับเธคที่อยู่ละแวกนั้นมีเยอะแยะ

คุณอยากหลุดออกจากกรอบเดิม แต่สุดท้ายก็มาติดอยู่กับกรอบใหม่ โดยที่คุณยังต้องทาโรลออนรักแร้ขาว ทาโลชั่นกันแดด แว็กซ์ขนหน้าแข้ง กินยาลดความอ้วน และหาซื้อโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุครุ่นใหม่มาใช้

ซึ่งกรอบใหม่นี้อาจจะยิ่งสร้างความเครียดให้คุณไม่แตกต่างไปจากเดิม จนถึงเวลาเที่ยงวัน คุณต้องมารีบเร่งประกอบสร้างความหมายให้กับตัวเอง ด้วยการบริโภคและเดินชอปปิ้งที่ซอยละลายทรัพย์

I don’t like farang.

ภาพข่าวสาวไทยนับร้อยนับพันคน แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับทีมฟุตบอลอังกฤษ 2 ทีม ที่เข้ามาเตะโชว์กับทีมชาติไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้ผมนึกไปถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอมีแฟนเป็นฝรั่งซึ่งเจอกันทางอินเตอร์เน็ต

เพื่อนคนนี้บอกว่า ผู้ชายไทยเป็นพวกกดขี่ทางเพศ เอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ไม่สุภาพอ่อนโยน ขาดความโรแมนติก แตกต่างจากผู้ชายฝรั่งโดยสิ้นเชิง ฝรั่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างดี รักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้

เมื่อได้ฟังเธอพูดเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนกำลังโดนตำหนิแบบอ้อมๆ ด้วยการเหมารวมว่าผู้ชายไทยเลวเหมือนกันหมดทุกคน ในขณะเดียวกัน เธอก็กำลังเหมารวมว่าผู้ชายฝรั่งนั้นดีไปหมดทุกคน

คงจะด้วยเหตุนี้เองกระมัง เด็กสาวไทยนับร้อยนับพัน ถึงได้แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับนักฟุตบอลอังกฤษ ไม่ว่าโอเวนหรือเบคแฮมจะเลี้ยงบอลท่าไหน พวกเธอก็กรี๊ดเชียร์ได้ตลอดเวลา

เพื่อนของผมเล่าต่อว่า เธอนำชื่อ ประวัติ และรูปถ่าย ไปลงในเว็บจำพวก match maker แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเพียงแค่ 2-3 วัน เธอก็ได้รับอีเมล์จากหนุ่มฝรั่งมากถึงกว่า 100 ฉบับ แล้วเธอก็เลือกคนที่อีเมล์มาได้น่าสนใจที่สุด และส่งอีเมล์ตอบกลับไป

เธอเล่าไปพลาง ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พร้อมทั้งเปิดแมสเสจ SMS ข้อความหวานๆ ที่ฝรั่งคนนี้ส่งมาให้เป็นประจำ ให้ผมได้ลองอ่านดู

เมื่อผมได้ลองอ่านดูก็รู้สึกทึ่งจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงได้ขยันส่งแมสเสจมาให้เยอะขนาดนี้ ในกล่อง Inbox ของโทรศัพท์มือถือของเธอมีข้อความบันทึกไว้ 20-30 ข้อความ

ฝรั่งนั่นรายงานเธอตลอดเลย ว่า “จะเข้านอนแล้วนะที่รัก” หรือว่า “ตอนนี้กำลังนั่งง่วงอยู่ที่ออฟฟิศ” หรือว่า “ทานข้าวเย็นอยู่ใช่ไหมจ๊ะ ขอให้อร่อยๆ” อะไรทำนองนี้ แล้วก็มักจะทิ้งท้ายว่า “รักและคิดถึง” ไม่รู้ว่าฝรั่งคนนี้ทำงานอะไร ทำไมวันๆ ถึงได้มีเวลามานั่งส่งแมสเสจอะไรแบบนี้ได้

เธอเล่าให้ฟังว่า เขาทำงานเป็นผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ ให้กับบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกา ดังนั้นเขาจึงสามารถออนไลน์อินเตอร์เน็ตได้ตลอดทั้งวัน และก็ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือของเธอด้วยโปรแกรม ICQ

จริงๆ แล้วการส่งแมสเสจทาง ICQ ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไรเลย แค่พิมพ์ภาษาอังกฤษหวานๆ สัก 2-3 ประโยค แล้วก็กดปุ่ม Send แค่นี้ก็เรียบร้อย มันไม่สามารถบอกถึงความรักหรือความจริงใจอะไรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งคนนี้ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ และออนไลน์ทั้งวัน เขาก็แค่นั่งพิมพ์ๆ แล้วก็คลิ๊กๆ เม้าส์เท่านั้น

เพื่อนของผมเล่าต่อ ว่าเขาเคยส่งดอกไม้ช่อใหญ่มาให้ด้วย โดยที่มีอยู่วันหนึ่ง มีพนักงานจากร้านดอกไม้ หอบดอกไม้ช่อใหญ่มาส่งให้เธอถึงที่ออฟฟิศ พร้อมการ์ดอวยพรหวานๆ เป็นการเซอร์ไพร์สเธอสุดๆ เพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศของเธอต่างแห่กันมามุงดู และต่างก็ร่วมกันแซ่ซ้องสรรเสริญ ถึงความโรแมนติกและความเป็นสุภาพบุรุษของฝรั่งคนนี้

เธอบอกว่า “ดอกไม้ช่อใหญ่มากกกก…” ราคาไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท ราคาดอกไม้ช่อใหญ่ที่จะทำให้ผู้หญิงสักคนประทับใจ ราคาสูงถึง 1 ใน 5 ของเงินเดือนทั้งเดือนของคนไทยที่เป็นชนชั้นกลางทั่วไป ที่สามารถนำไปใช้เป็นค่าเช่าห้องพัก หรือค่าอาหารได้ทั้งเดือน

แต่ถ้าเทียบกับเงินเดือนของฝรั่งพวกนี้ ซึ่งคาดว่าคงมีเงินเดือนอย่างต่ำที่สุดก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 2,000-3,000 เหรียญ เพราะอย่างเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งทำงานอยู่ที่อเมริกา เขาจบปริญญาโทที่โน่น ก็ได้เงินเดือนประมาณนี้ คำนวนเป็นเงินไทยก็เอา 45 บาทคูณเข้าไป ก็จะรู้ว่าฝรั่งรวยกว่าผู้ชายไทยเห็นๆ

ผมก็เลยบอกเพื่อนผมไปว่า แค่ดอกไม้ราคา 2,000-3,000 บาท มันไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ความรักหรือความจริงใจใดๆ เลย เพราะเงินเท่านี้นับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนและค่าครองชีพของฝรั่งพวกนั้น เปรียบเหมือนผมซื้อดังกิ้นโดนัทชิ้นละ 10 กว่าบาท ไปให้กับเด็กยากจนในชนบท เขาก็คงมองว่ามันเป็นขนมที่สุดยอดแล้วสำหรับชีวิตของเขา

เพื่อนของผมเลยถามผมกลับมาว่า “ที่พูดแบบนี้ เพราะเธออิจฉาเขาใช่ไหมล่ะ?”

ใช่ ผมอิจฉาเขา ผมนึกในใจ แต่ไม่ได้พูดตอบเธอไป เพราะตอนนั้นคำถามนี้ของเธอแทงใจดำ จนผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งเงียบ

ผู้ชายไทยก็คือผู้ชายไทย ที่เกิดและเติบโตอยู่ในประเทศซึ่งได้รับคำนิยามจากตะวันตก ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศโลกที่สาม ที่จะต้องเร่งรุดพัฒนาและเจริญก้าวหน้าให้ได้แบบประเทศตะวันตก ทุกวันนี้เรากลายเป็นอย่างตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเปิดประเทศรับเอาผลกระทบทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เข้ามามากมาย

ในขณะที่ผู้ชายไทยก็ยังคงเป็นผู้ชายไทยอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้เปลือกนอกเขาจะแต่งชุดสูทสากล ถึงแม้เขาจะชอบเชียร์ฟุตบอลอังกฤษ ถึงแม้เขาจะดูหนังฝรั่งและกินแฮมเบอร์เกอร์ แต่ข้างในหัวสมองของเขาก็ยังคงเป็นผู้ชายไทย แบบที่ผู้หญิงไทยมักจะใช้คำเรียกว่าพวกที่ชอบกดขี่ทางเพศ ไม่สุภาพอ่อนโยน ไม่โรแมนติก ฯลฯ

ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่เคยเห็นพ่อของผมส่งดอกไม้ให้แม่ ผมยังไม่เคยเห็นพ่อของผมกอดและจูบแม่ แต่ผมรู้อยู่แก่ใจเสมอว่าท่านทั้งสองรักกัน และอยู่ด้วยกันมา 40 กว่าปีแล้ว

เทียบกับครอบครัวและความรักแบบฝรั่ง ที่เห็นในหนังหลายเรื่อง ที่เขามักจะโรแมนติกกันสุดๆ มีการให้ดอกไม้ มีการฉลองวันเกิด มีการกอดจูบ มีความคิดเกี่ยวกับรักแท้ หรือ Soulmate ฯลฯ

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว สังคมอเมริกันทุกวันนี้ กลายเป็น Fatherless Society หรือ “สังคมลูกไม่มีพ่อ” ผู้หญิงจำนวนมากเป็น Single Mother หรือผู้หญิงที่หย่ากับสามีและเลี้ยงดูลูกด้วยตัวคนเดียว มีจำนวนเพิ่มขึ้น เด็กอเมริกันรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาโดยครอบครัวไม่ครบถ้วน

ความเจ็บป่วยทางสังคมเหล่านี้ เราคนไทยไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร สิ่งที่เราเห็นส่วนใหญ่ จะมาพร้อมกับหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ ทำให้เรามัวหลงอยู่กับแนวความคิดในเรื่องความรัก แบบที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลาง การล่าอาณานิคมในสมัยนี้ คงไม่ต้องใช้กำลังรุนแรงอีกแล้ว แต่เขาใช้การครอบงำทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแทน

ถึงแม้หนุ่มไทยจะเตะฟุตบอลสู้ฝรั่งไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าหนุ่มไทยจะต่ำต้อยกว่าฝรั่ง อีกทั้งถึงแม้หนุ่มไทยจะไม่ได้ส่งดอกไม้หรือส่ง SMS หวานๆ ให้กับคุณ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขารักคุณน้อยกว่าฝรั่ง

เพื่อนของผมบอกว่า ปลายปีนี้ แฟนฝรั่งของเธอจะส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เธอ เพื่อให้เธอเดินทางไปเที่ยวบ้านเขาในช่วงคริสต์มาส ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับอเมริกา อย่างน้อยๆ ก็ต้อง 40,000-50,000 บาท นั่นหมายถึงเงินเดือน 4-5 เดือนของชนชั้นกลางของเมืองไทยทีเดียว

รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ที่มีพิธีกรสาวไทยสองคน ไปสัมภาษณ์นักฟุตบอลอังกฤษทั้งทีม และตั้งคำถามในลักษณะเชื้อเชิญให้ฝรั่งเข้ามาจีบ เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ไทยในห้องส่งได้ตลอดเวลา แล้วปิดท้ายรายการด้วยการจูบแก้มกันตามธรรมเนียมฝรั่ง ทั้งๆ ที่กำลังจัดรายการอยู่ในประเทศไทย

มีนักฟุตบอลอังกฤษคนหนึ่ง นอกจากจะจูบแก้มเบาๆ ตามธรรมเนียม แต่เขาคว้าพิธีกรสาวไทยเข้าไปกอดเต็มๆ แต่เธอไม่ดิ้นรนเลย เธอยิ้มด้วยความดีใจด้วยซ้ำไป

สาวไทยคนอื่นๆ อีกนับร้อยนับพันในห้องส่ง ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันลั่นด้วยความอิจฉาพิธีกรสาวคนนั้น พวกเธอคงอยากถูกกอดแบบนั้นบ้าง

**หมายเหตุ
ชื่อบทความนี้ มาจากบทพูดตอนหนึ่งในหนังเรื่องมือปืน โลก/พระ/จัน
บทความนี้สะท้อนความคิด racism ที่แฝงอยู่ลึกๆ ในใจของผู้เขียนเอง
บทความนี้เขียนขึ้น 4-5 ปีก่อน ตอนที่ทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลมาเมืองไทย

postcard

เพื่อนคนหนึ่ง ทวงของที่ระลึกเป็นโปสการ์ดทันที ที่เขารู้ว่าผมกำลังจะลาพักร้อนไปเที่ยว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะอยากได้ของแบบนี้ไปทำไม เขาบอกว่ากำลังสะสมอยู่ ถ้ารู้ว่าเพื่อนคนไหนจะไปเที่ยว ก็จะขอให้ช่วยส่งโปสการ์ดจากสถานที่ต่างๆ กลับมาให้

โดยปกติแล้ว เราก็เจอหน้ากันเป็นประจำ เวลามีเรื่องอะไร ก็พูดคุยกันหรือว่าโทรศัพท์หากันได้ตลอด โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการส่งจดหมายหรือโปสการ์ดถึงกันเลย และตั้งแต่รู้จักกันมาหลายปี นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเขียนจดหมายถึงเขา

ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร แต่ในเมื่อเขาขอร้อง ก็กะว่าจะช่วยทำตามใจเขาสักหน่อย อย่างน้อยที่สุด โปสการ์ดก็เป็นของฝากที่ราคาประหยัดและหาง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง ในบรรดาลิสต์ของฝากที่เพื่อนคนอื่นๆ ฝากไว้

การส่งโปสการ์ดที่ระลึก กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่คนนิยมกันทั่วไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะ คนทั่วไปยังคงรู้สึกว่าการเขียนจดหมาย เป็นกิจกรรมแสดงความระลึกถึง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย Human Touch หรือสัมผัสใกล้ชิดแบบมนุษย์

ที่เคานเตอร์รีเซพชั่นของโรงแรมทุกแห่งก็มีโปสการ์ดวางขาย แถมยังขายสแตมป์พร้อมไปด้วยเลย ซึ่งพอเขียนเสร็จ ติดแสตมป์เรียบร้อย ก็ฝากพนักงานต้อนรับให้ช่วยไปหย่อนตู้ให้ด้วยเลย นับว่าแสนสะดวกสบาย

เทียบกับสมัยก่อน ที่การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ทันสมัย การส่งจดหมายนับว่ายุ่งยาก ตั้งแต่การไปหาซื้อกระดาษ แสตมป์ ซองหรือโปสการ์ด และที่สำคัญคือมันต้องใช้ลายมือเขียน เส้นสายของน้ำหมึกสามารถแทนความหมายมากมายจากผู้ส่งมาถึงผู้รับ

มาจนถึงปัจจุบัน ความหมายเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบทียบกับการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยกว่า แต่ดูแห้งแล้งขาดความเป็นมนุษย์ อย่างเช่นอีเมล์ และ SMS (Short Message Service) ในโทรศัพท์มือถือ ก็ยิ่งขับเน้นให้การส่งโปสการ์ดดูมีค่ามากขึ้น

อย่างน้อยโปสการ์ดก็ไม่ใช่ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สูญหายไปได้เพียงแค่ไฟดับ หรือลากไฟล์ไปทิ้งใน Recycle Bin แต่มันเป็นใบกระดาษจริงๆ ที่จับต้องได้ และคงทน

ผมถือโปสการ์ดและแสตมป์ที่เพิ่งซื้อขึ้นไปบนห้องพัก พร้อมทั้งคิดบ่นอยู่ในใจถึงเรื่องราคาที่แพงมหาโหด เพราะถ้าไปซื้อโปสการ์ดแบบเดียวกันนี้ที่ร้านข้างนอก และไม่ได้อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว คงจะมีราคาถูกกว่านี้ครึ่งต่อครึ่ง

ราคาที่จ่ายไปเพิ่มขึ้นนี้ คือการซื้อความสะดวกสบาย ที่ไม่ต้องไปเสียแรงเสียเวลา ตระเวนตามร้านหนังสือในเมือง เพื่อหาซื้อโปสการ์ดเพียงไม่กี่ใบ

ความคิดมักง่ายเช่นนี้ จะทำให้คุณค่าอันสูงส่งของการส่งโปสการ์ด เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า

ถ้าการส่งโปสการ์ดเหลือเพียงแค่รูปแบบที่เป็นเปลือกนอก แต่กระบวนการเบื้องหลังการส่งนั้นเปลี่ยนไป คุณค่าของมันจะยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า

บางกรณี สิ่งของที่มีตัวตน จับต้องได้ และมีภาพของความโบราณ แฝงอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องมีคุณค่าสูงส่งเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เกร่อเป็นแฟชั่น ถึงกับมีหนังสือรวมโปสการ์ดจากการท่องเที่ยวออกมาวางขาย และคนทั่วไปก็ปฏิบัติตามกันไปโดยไม่ได้ฉุกคิดให้ความสำคัญอะไร

ในทางตรงกันข้าม สิ่งของที่จับต้องไม่ได้ เช่นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ก็อปปี้กันซ้ำๆ กี่ครั้งก็ได้ จนดูไร้ค่าและไม่เหลือชิ้นที่เป็นต้นฉบับอีกแล้ว มันดูเป็นไฮเทคโนโลยี แห้งแล้ง ไม่มีความละเอียดอ่อนแบบที่ทำขึ้นมาด้วยมือมนุษย์ แต่มันอาจจะมีคุณค่าขึ้นมาได้ในสายตาของบางคน

อย่างเช่น ทุกวันนี้ ผมยังคงเซฟอีเมล์บางฉบับ อีการ์ด และ SMS ที่เพื่อนบางคนส่งมาให้ เก็บเอาไว้อย่างดี ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่า มันจะเป็นสิ่งที่ส่งให้กันได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่กดคลิ๊กๆ เพียงไม่กี่ปุ่ม

จริงๆ แล้ว ในมุมมองของผู้ส่ง เขาอาจจะไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญอะไร แต่ในมุมมองของผู้รับ กลับอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งพิเศษ มีคุณค่าขึ้นมาได้ และรู้สึกน่าเก็บถนอมรักษาเอาไว้ เพื่อการระลึกถึงบุคคลผู้ที่ส่งมาให้

ความสำคัญของของที่ระลึกจึงไม่ใช่อยู่ที่ตัววัตถุ และการปฏิบัติไปตามความนิยมของคนทั่วไป แต่อยู่ที่มุมมอง และการให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ของแต่ละคน

บางครั้ง ผมส่งอีการ์ดสักฉบับหนึ่งไปให้เพื่อน ด้วยความรู้สึกดีๆ และระลึกถึงเขาอย่างจริงใจ แต่ในมุมมองของเขาอาจจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญสักเท่าไร อ่านผ่านๆ แล้วก็ลบทิ้งใน Recycle Bin ก็เป็นได้

ขณะที่กำลังจรดปากกาจะเขียนโปสการ์ด ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะเขียนถึงเพื่อนว่าอะไร เมื่อหันไปมองรูมเมทของผมที่ร่วมคณะทัวร์เดียวกัน ก็เห็นว่าเขากำลังง่วนเขียนโปสการ์ดอยู่บนเตียงเช่นกัน จึงถามเขาไปว่าเขียนส่งไปให้เพื่อนเหมือนกันใช่ไหม

เขาบอกว่าเปล่า เขียนส่งให้ตัวเองต่างหาก ผมเลยยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ว่ามีคนที่คิดส่งโปสการ์ดถึงตัวเองแบบนี้ด้วยหรือ

ท้ายที่สุด ผมก็เขียนลงไปแค่วัน เวลา และสถานที่ พร้อมทั้งลงชื่อกำกับเอาไว้แค่นั้น ผมไม่ได้รู้สึกถึง Human Touch อะไรเลย ในการส่งโปสการ์ดใบนี้ แต่สำหรับผู้รับจะรู้สึกอะไรหรือเปล่า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้รัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเพื่อนคนนี้ เพียงแต่ในมุมมองของผม การส่งโปสการ์ดไม่ได้มีความหมายอะไรเลย นอกไปจากการถูกร้องขอให้ปฏิบัติตามคนอื่นๆ

Human Touch ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กับการสื่อสารแบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน การสื่อสารไม่ว่าจะก้าวหน้าทันสมัยไปมากเท่าไร ก็ไม่มีวันที่มนุษย์เราจะสามารถสื่อสารกันได้ถึงหัวใจจริงๆ

..

loser

ช่วงบ่ายวันนี้ มีนางแบบสาวสวยคนหนึ่ง มานั่งอยู่ที่บริเวณที่นั่งรับแขก ในสำนักงานนิตยสารผู้ชายที่ผมทำงานประจำอยู่ เธอกำลังรอเข้าพบบรรณาธิการและช่างภาพ เพื่อการดูตัวและสัมภาษณ์ ก่อนที่จะคัดเลือกเธอเป็นนางแบบถ่ายภาพเซ็กส์ซี่ลงในนิตยสารฉบับนี้

จากที่นั่งทำงานของผม สามารถมองไปเห็นเธอได้ถนัดถนี่ เธอมาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ผมลอบมองดูเธออย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสวยและดูอ่อนเยาว์ จนไม่น่าเชื่อว่ากำลังจะมาเป็นนางแบบถ่ายภาพวับๆ แวมๆ แบบนี้ได้

เธอคงจะเป็นนางแบบมืออาชีพจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้อยู่หน้ากล้องถ่ายรูปและชุดไฟ แต่ทุกกิริยาการเคลื่อนไหวของเธอ ช่างงดงามหมดจด ราวกับว่าเธอโพสต์ท่าถ่ายรูปอยู่ทุกขณะจิต แม้ยามยิ้ม หัวเราะ หรือแม้แต่ตอนเปลี่ยนอิริยาบถ สลับขาไขว่ห้าง

ดูเหมือนเธอจะเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังมีใครแอบมองอยู่ เธอเงยหน้าและมองมาทางผม สายตาของเราประสานกัน ผมรู้สึกหน้าแดงวูบ จนต้องเฉไฉแสร้งทำเป็นมองไปที่อื่นสักพัก ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตากดแป้นคีย์บอร์ดที่อยู่ตรงหน้า ทำทีเป็นว่ากำลังพิมพ์งานอย่างคร่ำเคร่ง

น่าแปลกดี ที่เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่มีพระเอกละครคนหนึ่ง มาเยี่ยมเยียนที่ออฟฟิศแห่งนี้ แล้วบรรดาพนักงานสาวๆ จากทุกชั้นทุกแผนก ต่างพากันมาเสนอหน้าและกรี๊ดกร๊าดพระเอกคนนี้

แต่พอมาถึงเวลานี้ มีนางแบบสาวสวยสุดเซ็กส์ซี่มานั่งอยู่ที่บริเวณรับแขก แต่ผมกลับได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะมองเธอ

เมื่อเหลียวไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เป็นผู้ชาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำงานกันไป ไม่สนใจเลยว่ามีนางแบบสาวสวยมานั่งอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคร่ำเคร่งอยู่กับงานจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากไปเหมารวมว่าพวกเขากำลังหัวใจเต้นโครมครามเหมือนกับผม

โลกเปลี่ยนไป และผู้คนก็เปลี่ยนไปจริงๆ คนที่มักแสดงท่าทีเจ้าชู้ไม่ใช่ผู้ชายอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นผู้หญิงที่น่าจะต้องเป็นฝ่ายที่สงบเสงี่ยม

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ที่เกี่ยวกับบรรดาเพื่อนร่วมงานสาวๆ ที่มักจะพากันมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นกลุ่มๆ เพื่อเข้าไปในเว็บไซต์บริการจับคู่ ในระหว่างพักเที่ยงและหลังเลิกงานตอนเย็น แล้วก็หัวเราะต่อกระซิกกัน

สำหรับผมเอง ไม่ค่อยชอบที่จะมานั่งแชตอินเตอร์เน็ตด้วยเครื่องสาธารณะที่ออฟฟิศแบบนี้หรอก ผมจะแชตเฉพาะตอนที่ใช้เครื่องที่บ้าน และอยู่ในห้องคนเดียวมากกว่า เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และเนื่องจากเกิดมีความละอายซ่อนอยู่ลึกๆ

สังคมคาดหวังกับผู้ชายเอาไว้สูง โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงออก ความห้าวหาญ ซึ่งไม่จำเป็นที่ผู้ชายทุกคนจะเป็นได้ตามนั้น เช่นเดียวกับที่สังคมคาดหวังความเรียบร้อยสงบเสงี่ยมจากผู้หญิงไว้สูง และผู้หญิงทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นตามนั้นเช่นกัน

จิตใจของมนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อน แต่สังคมกลับเป็นสิ่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะถึงแม้มันจะก่อร่างขึ้นมาจากการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกัน แต่มันได้ขยายตัวและสร้างข้อกำหนดมากมายมากดทับลงบนจิตใจของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ผมอยากจะชวนนางแบบสาวคนนั้นพูดคุย หรืออย่างน้อยที่สุดก็เพียงแค่อยากจะส่งยิ้มให้เธอ แต่กลับทำไม่ได้

เธอเดินเข้าไปในห้องของบรรณาธิการ ไม่รู้ว่าเธอหันมามองผมบ้างหรือเปล่า เพราะผมไม่กล้าแม้แต่จะโงหัวขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

แต่ไม่เป็นไรหรอก อีก 1-2 เดือน ผมคงจะได้มองเห็นเธอเต็มตา บนหน้านิตยสารฉบับที่เธอกำลังจะไปเป็นแบบให้ ถึงแม้ผมมองตัวจริงของเธอไม่ได้ แต่ก็สามารถมองเธอได้ด้วยการผ่าน “สื่อกลาง” คือนิตยสาร

“สื่อกลาง” ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มความต้องการในการสื่อสาร ให้กับชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งมีช่องว่างอันเกิดมาจากข้อจำกัดทางกายภาพ เช่นระยะทางและเวลา อีกทั้งยังมีข้อกำหนดทางสังคมที่มีอยู่มากมาย ข้อกำหนดเกี่ยวกับเพศดังตัวอย่างข้างต้น ก็เป็นหนึ่งในนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน เรามีสื่อกลางที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง อย่างอินเตอร์เน็ต ก็จะยิ่งมีส่วนช่วยในการเข้ามาถมช่องว่างของความสัมพันธ์ ระหว่างคนสองคน ชายกับหญิง

ผู้หญิงใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะเป็นสื่อกลางในการแสดงออก เปิดตัวเองออกไปสื่อสารกับผู้ชายได้อย่างเหมาะสม มีความสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น

ในขณะที่ผู้ชายก็ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นสื่อกลาง ในการหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า ด้วยการปกปิดตัวเองอยู่หลังเครื่องคอมพิวเตอร์

ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการสื่อสาร และด้วยวิธีการเดียวกันคือการใช้อินเตอร์เน็ต แต่เหตุผลและความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นแตกต่างกัน

ผู้หญิงแข็งแกร่งขึ้น และค่อยๆ กลายร่างเป็นชะนี ในขณะที่ผู้ชายก็ค่อยๆ อ่อนแอลง กลายเป็น loser แล้วจะเหลือใครที่จะเป็นได้ดั่งขุนแผนหรือคาซาโนว่า พฤติกรรมการเกี้ยวพาราสีระหว่างสองเพศก็อาจจะกำลังเปลี่ยนรูปแบบไป เป็นการขับเคี่ยวและต่อรองกันแบบใหม่

เหมือนกับเรื่องการปฏิวัติ ที่ถ้าปฏิวัติสำเร็จเราก็จะเรียกว่าการรัฐประหาร แต่ถ้าปฏิวัติล้มเหลวเราก็จะเรียกมันว่าการกบฎ เปรียบเทียบกับผู้หญิง ถ้าเธอเป็นฝ่ายเสนอความรักออกไปก่อน แล้วประสบความสำเร็จ เราก็จะเรียกเธอว่า “สาวมั่น” แต่ถ้าเธอล้มเหลว เธอก็จะยืดอกขึ้นแล้วบอกว่า “ฉันไม่แคร์” เพราะเธอเป็น “ชะนีเหล็ก”

นางแบบสาวคนนั้นเดินออกมาจากห้องบรรณาธิการ ผมเงยหน้าขึ้นไปแล้วปะทะกับสายตาของเธอที่มองมาพอดี ผมหลบสายตาเธอ ในใจก็ได้แต่หวังให้เธอได้รับการคัดเลือกสำหรับงานนี้

สำหรับผู้ชาย ถ้าเราเสนอความรักออกไปแล้วล้มเหลว เราก็กลายเป็น “loser” ดังนั้น เราจึงต้องเป็นฝ่ายเก็บซ่อนมันเอาไว้

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.