…
โลกรอบๆ ตัวของผมเต็มไปด้วยผู้หญิง ผมเพิ่งจะมาสังเกตก็ในระยะหลังมานี้เอง เพราะต้องทำหน้าที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นประจำ
เจ้านายของผมเป็นผู้หญิง เพื่อนร่วมงานเป็นผู้หญิง ช่างภาพก็เป็นผู้หญิง ฝ่ายศิลป์เป็นผู้หญิง แหล่งข่าวที่ต้องไปสัมภาษณ์หรือขอข้อมูลมาลงส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง
เมื่อลองนึกย้อนไปสมัยก่อน ตอนที่เรียนปริญญาตรีอยู่ เพื่อนร่วมชั้นเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง และทุกวันนี้พวกเธอก็จบออกไปทำงานดีๆ ตำแหน่งสูงๆ ผมรู้จากการที่ได้พบปะพูดคุยกัน ในงานแต่งงานเพื่อนร่วมรุ่นหลายๆ งาน มีพวกเธอบางคนเงินเดือนสูงกว่าผม 1-2 เท่าตัว
เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เธอทำงานเป็น Marketing and Communication Manager ให้กับสำนักงานสาขาประเทศไทย ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีรายหนึ่งของโลก เราพบกันในงานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่
เธอดูคล่องแคล่ว พูดภาษาอังกฤษเก่ง แต่งกายภูมิฐานด้วยชุดสูทสีดำ เธอเล่าให้ฟังว่า ประธานบริษัทคนปัจจุบันที่อเมริกา ก็เป็นผู้หญิง และถือว่าเป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในซิลิกอนวัลเล่ย์
ก่อนงานแถลงข่าวจะเริ่มขึ้น เราได้พูดคุยกันเล็กน้อย เธอแสดงความคิดเห็นว่า ผู้หญิงมีสถานภาพที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในระดับชนชั้นกลางขึ้นไป ที่มีการศึกษาสูง มีหน้าที่การงานที่ดี สามารถเลี้ยงตัวเอง อยู่เป็นโสด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงได้
แต่น่าเสียดายที่ตัวเธอเองและผู้หญิงส่วนใหญ่ อาจจะไม่ค่อยมีความถนัด หรือความรู้ในรายละเอียดทางด้านเทคนิคการใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงเรื่องเครื่องยนต์กลไก หรือวงจรไฟฟ้า ที่อยู่เบื้องหลังของสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจจะเป็นเพราะโดยธรรมชาติของผู้หญิงไม่ชอบเรื่องพวกนี้
เมื่องานแถลงข่าวเริ่มต้น แนวความคิดของเธอ ก็ดูว่าเป็นความจริงและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะในบรรดาวิทยากร 3 คนบนเวที เป็นผู้หญิง 1 คน และผู้ชาย 2 วิทยากรผู้หญิงเป็นผู้เริ่มต้นพูดเกริ่นเรื่องแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตและแผนการตลาดเพียงสั้นๆ
หลังจากนั้น เวทีก็ถูกยึดโดยวิทยากรผู้ชาย 2 คน ที่มาพูดเรื่องรายละเอียดทางด้านเทคนิค วิวัฒนาการของเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่สลับซับซ้อน ฯลฯ ตอนนี้วิทยากรผู้หญิงหมดหน้าที่ และย้ายลงไปนั่งข้างล่างเวที
ในปัจจุบันและอนาคต ที่ใครๆ ก็บอกว่าโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ แล้วผู้หญิงจะมีสถานภาพด้านอาชีพและการงานดีขึ้นหรือว่าแย่ลงกันแน่
เมื่อเทียบกับในอดีต นึกย้อนกลับไปหามนุษย์ยุคหิน ที่ดำรงชีวิตด้วยการต่อสู้กับธรรมชาติ ออกล่าสัตว์ เดินทางไกลๆ เพศชายก็แย่งชิงอำนาจไปด้วยข้ออ้างที่ว่า โดยสรีระแล้วเพศชายแข็งแรงกว่า จึงสมควรจะได้เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าเผ่า ผู้หญิงถูกกีดกันให้อยู่แต่ในบ้าน
ต่อมาเมื่อมีความศิวิไลซ์มากขึ้น มีสังคมและศาสนาให้ยึดเหนี่ยว เพศชายก็ยังคงแย่งชิงอำนาจไปอีก โดยในบางลัทธิ บางศาสนา มีเรื่องเล่า ตำนาน ประเพณี และความเชื่อต่างๆ ที่กดเพศหญิงเอาไว้ ถึงกับมีบางศาสนาที่กีดกันไม่ให้ผู้หญิงบวช หรือไม่ให้เข้าไปในศาสนสถาน บางตำนานเล่าว่าคนที่เกิดเป็นเพศหญิง แสดงว่าชาติก่อนทำบาปกรรมเอาไว้ ต้องมาชดใช้ในชาตินี้
เมื่อเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ คนเราให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลมากขึ้น เพศชายก็แย่งชิงอำนาจไปได้อีก โดยอ้างว่าผู้ชายมักจะใช้เหตุผล ในขณะที่ผู้หญิงมักจะใช้อารมณ์ จึงเริ่มมีความคิดที่ว่า ผู้ชายเก่งตรรกะ คิดเป็นระบบ สามารถคำนวนคณิตศาสตร์ได้เก่งกว่า รวมไปถึงความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการจะเอาชนะโลกรอบๆ ตัว ในขณะที่ผู้หญิงถูกกันให้ไปสนใจเรื่องศิลปะ สังคม หรือเรื่องในครอบครัว
โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผู้ชายก็ยังคงยึดกุมคุณลักษณะพิเศษทั้งหลายของผู้นำเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องพละกำลัง ประเพณีความเชื่อ หรือความคิดเรื่องเหตุผล ในขณะที่ผู้หญิงมักจะเต็มไปด้วยลักษณะด้อย เช่นอ่อนแอ ใช้อารมณ์ มีบาปกรรมติดตัว เหมือนกับว่าโลกนี้มีผู้ชายเป็นศูนย์กลาง ผู้หญิงและเพศอื่นๆ นอกจากเพศชาย ก็ถูกผลักดันออกไป
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงได้ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียม จนดูเหมือนว่าจะมีสถานภาพในด้านต่างๆ ดีขึ้น เราจึงได้เห็นผู้บริหารระดับสูงๆ หรือแม้แต่เป็นเจ้านายของเราเอง
ผู้หญิงเริ่มรู้จักที่จะอ้างว่าเป็นเพศที่แข็งแรงกว่า เพราะธรรมชาติสร้างมาให้ผู้หญิงอุ้มท้องนาน 9 เดือน หรืออ้างว่าเหตุผลและอารมณ์เป็นเรื่องของการเลี้ยงดูสั่งสอนตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผู้หญิงจึงใช้เหตุผลและอารมณ์ได้เหมือนกับผู้ชาย สามารถตัดสินใจหรือบริหารงานได้ไม่แพ้กัน
มาถึงตอนนี้ ในโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มนุษย์จะต้องคลุกคลีอยู่กับข้าวของเครื่องใช้ไฮเทค เป็นไปได้หรือไม่ ว่าผู้ชายอาจจะกำลังเริ่มกระบวนการแย่งชิงอำนาจ และกีดกันผู้หญิงครั้งใหม่อยู่ โดยอ้างว่าผู้หญิงไม่สนใจเรื่องเทคโนโลยี รวมไปถึงรายละเอียดทางด้านเทคนิค เครื่องยนต์กลไกภายในต่างๆ
เช่นขับรถไม่เก่ง ใช้คอมพิวเตอร์ไม่คล่อง ถึงแม้จะขับรถไปทำงานทุกวัน แต่ก็ยังซ่อมรถเองไม่เป็น หรือถึงแม้จะใช้คอมพิวเตอร์ประจำ แต่แก้ไขความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของเครื่องไม่ได้ ต้องคอยพึ่งช่างที่เป็นผู้ชาย ผู้หญิงอาจจะกำลังถูกกันออกไปให้นั่งอยู่ขอบๆ ของสังคมอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่รู้ตัว
คนที่เก่งและจะเป็นผู้นำในโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ คือคนที่สามารถใช้บรรดาอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ได้คล่องแคล่ว ดังนั้นผู้หญิงจะเสียเปรียบในสังคมโลกยุคนี้แค่ไหน ถ้าปรากฏว่าในหัวสมองของผู้หญิง มีบางส่วนเสี้ยวที่คอยกำหนดให้ผู้หญิงเป็นไม่เก่งในด้านนี้จริงๆ
อาจจะเป็นไปได้ว่า จริงๆ แล้ว สมองของผู้หญิงและผู้ชายก็เหมือนกัน เพียงแต่สังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่อย่างทุกวันนี้ พยายามสร้างความคิดที่ว่านี้ขึ้นมาเพื่อครอบงำและแก่งแย่งอำนาจ
คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงจะต้องเร่งค้นหาคำตอบ เพื่อที่จะได้พบหรือสร้างที่ทางของตัวเองให้ได้ ในโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ มากกว่าที่จะเชื่อเป็นตุเป็นตะไปตามความเชื่อเดิมๆ
หรืออาจจะต้องออกมานำเสนอคุณค่าแบบใหม่ และโต้แย้งว่าความสามารถแบบผู้ชายๆ ไม่ใช่เงื่อนไขหรือคุณลักษณะสำคัญของคนที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต อาจจะมีความสามารถด้านอื่นๆ ที่เป็นแบบผู้หญิงๆ ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
ลองนึกดูเล่นๆ ว่าจะเป็นไปได้ไหม ที่สักวันหนึ่ง ความสามารถแบบผู้หญิงๆ จะกลายเป็นคุณลักษณะสำคัญ และผู้หญิงจะขึ้นมากุมอำนาจบ้าง เช่นความสามารถในการเดินช็อปปิ้ง ความสามารถในการพูดคุยเจ๊าะแจ๊ะ ความสามารถในการแต่งหน้าแต่งตัว ความสามารถในการงอน ความสามารถในการเจ้าอารมณ์ ฯลฯ
ถ้าเกิดเป็นเช่นนี้ได้จริง ผู้ชายคงจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากบ้างแล้ว เพราะไม่ชอบเดินช็อปปิ้ง ไม่ชอบแต่งตัว ไม่ชอบคุยเจ๊าะแจ๊ะ ไม่ขี้งอน และที่สำคัญ ผู้ชายตั้งท้องไม่ได้ และไม่คิดอยากจะเป็นฝ่ายท้องด้วย
ผู้ชายอาจจะถูกกันไปให้อยู่ขอบๆ ของสังคมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ และต้องออกมาเรียกร้องสิทธิบุรุษกันบ้างก็เป็นได้
…
วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ
จากหนังสือ เรื่องของผมผู้ชายไม่เกี่ยว