…
ช่วงบ่ายวันนี้ มีดาราหนุ่มคนหนึ่ง ที่กำลังโด่งดังจากละครหลังข่าวและจากการเป็นนายแบบ แวะเข้ามาที่ออฟฟิศ เพื่อให้สัมภาษณ์และถ่ายรูปไปลงเป็นปกในนิตยสารที่ผมทำงานอยู่
ออฟฟิศดูคึกคักขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เพราะบรรดาเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิงนับสิบคน มาจากทุกชั้นทุกแผนก ฝ่ายศิลป์บ้าง ฝ่ายบัญชีบ้าง แห่กันเข้ามาด้อมๆ มองๆ ดูการทำงานของเรา
บางคนทำท่าทำทางวี้ดว้ายกระตู้วู้ บางคนมากระซิบผมบอกว่าหลังจากเสร็จงานแล้ว ให้เหลือฟิล์มไว้เผื่อถ่ายเขากับดาราหนุ่มคนนี้สักหน่อย
ทางฝ่ายพวกผู้ชายที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ ซึ่งได้แก่ช่างภาพ 2-3 คน บรรณาธิการ และตัวผม ก็มองหน้ากัน แล้วได้แต่ยิ้มและส่ายหัว ด้วยความรู้สึกอับอายต่อแขกของเรา ว่าทำไมสาวๆ ในออฟฟิศนี้ถึงได้แสดงออกนอกหน้า และไม่ยอมเก็บอาการชื่นชอบเอาไว้สักหน่อยเลย
อย่างไรก็ตาม ดูๆ ไปก็น่ารักดีไม่หยอก ที่ได้เห็นผู้หญิงเป็นฝ่ายแสดงออกความรู้สึกของตัวเองบ้าง ซึ่งอาจจะขัดกับแนวความคิดในสังคมไทย ที่เราค่อนข้างจะคาดหวังให้ผู้หญิงต้องไม่คิดเรื่องวี้ดว้ายกระตู้วู้แบบนี้ หรือถ้าจะคิด ก็ต้องเก็บมันเอาไว้ให้มิดชิด
อากัปกิริยาวี้ดว้ายแบบนี้ ผมรู้สึกว่ามันมีมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว อย่างเช่น เวลาพวกนักร้องบอยแบนด์ฝรั่งมาเมืองไทย ก็จะเห็นเด็กสาวๆ นับร้อยนับพันคน แห่ไปรับไปส่งกันถึงดอนเมือง
หรือเวลาไปดูหนังในโรง แล้วถึงฉากที่พระเอกหล่อเปิดตัวออกมา ก็มักจะได้ยินเสียงร้องอุทาน … อู้หู … โอ้โห ขึ้นมาอื้ออึงเต็มโรง ซึ่งน่ารำคาญพอควร เพราะทำให้คนอื่นเสียสมาธิในการชม (และที่สำคัญคืออิจฉา)
ดาราหนุ่มคนนี้มีเว็บไซต์ส่วนตัวด้วย และข้างในนั้นก็มีเว็บบอร์ดให้บรรดาแฟนละครเข้ามาฝากข้อความไว้ บางคนเข้ามาถามไถ่สาระทุกข์สุขดิบ บางคนเข้ามาเชียร์ให้กำลังใจในการสร้างผลงานต่อไป รวมๆ แล้วหลายร้อยข้อความ
โลกเปลี่ยนไป และผู้หญิงก็เปลี่ยนไปจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถตัดสินได้ ว่าเรื่องแบบนี้ดีหรือเลว ผิดหรือถูก
วัฒนธรรมตะวันตกที่แพร่ลามเข้ามาในไทย มีส่วนหนึ่งที่เคลือบแฝงไว้ด้วยแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง มันถูกขยายและตอกย้ำผ่านทางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ดูอย่างนิตยสารหัวนอกก็เห็นได้ชัด ว่าเขาพาดหัวกันอย่างไร “เคล็ดไม่ลับสู่จุดสุดยอดของผู้หญิง” หรือ “49 กลเม็ดเอาชนะใจชายหนุ่ม” หรือ “แต่งตัวอย่างไร เมื่อไปเดทกับเขาครั้งแรก” ฯลฯ
เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ต่างๆ เป็นตัวเร่งให้แนวคิดผู้หญิงแบบใหม่นี้ แพร่กระจายและพัฒนาไปอย่างรวดเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ข่าวคราวเกี่ยวกับเที่ยวบินที่พวกบอยแบนด์นั่งมาเปิดคอนเสิร์ตในเมืองไทย คือเที่ยวบินไหน เวลาอะไร สาวไทยสมัยนี้คงจะรับรู้กันได้เร็วขึ้นจากการสื่อสารสมัยใหม่
ดูอย่างในโฆษณาโทรศัพท์มือถือ สองสาวคู่หูพรีเซนเตอร์ สามารถเช็คตารางเวลาเที่ยวบินของแฟนหนุ่ม แล้วก็จัดการแปลงโฉม เปลี่ยนเสื้อผ้า โทรจองตั๋วหนัง แล้วค่อยไปยืนรอรับชายหนุ่มในฝันที่สนามบินได้ทันเวลาเครื่องลงพอดี
หรือโฆษณาอีกชิ้นหนึ่ง ที่หญิงสาวคนหนึ่งนัดเจอครั้งแรก กับหนุ่มที่คบกันทางอินเตอร์เน็ต แล้วเธอก็ไปใช้โฟมล้างหน้ากำจัดสิวยี่ห้อหนึ่ง ให้หน้าเนียนสวยเสียก่อน
แต่ในตอนท้ายของโฆษณาทั้งสองเรื่องนี้ ตามท้องเรื่อง ฝ่ายหญิงจะผิดหวังกับคู่นัดของตน และนี่ดูเหมือนจะเป็นโครงเรื่องที่เห็นเป็นประจำ ที่มีลักษณะของการสอดแทรกคติเตือนใจผู้หญิงให้รักษาความดีงามเอาไว้ ผู้หญิงที่ทำตัววี้ดว้ายจะต้องพบกับความผิดหวังในท้ายที่สุด
ตอนเย็นๆ หลังเลิกงาน เพื่อนร่วมงานสาวๆ ที่ออฟฟิศของผม มักจะมาจับกลุ่มกันอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ แล้วก็เข้าเว็บไซต์จำพวกให้บริการจับคู่ พอมีใครได้รับอีเมล์ตอบจากหนุ่มที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเครือข่าย พวกเธอก็จะตื่นเต้นวี้ดว้าย แล้วก็เอาเมล์มาแบ่งกันอ่าน เป็นที่ครื้นเครง
เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เหล่านี้ ช่วยย่นระยะห่าง ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงให้เข้าใกล้กันมากขึ้น ทั้งที่เป็นระยะทางแบบกายภาพ เช่นการพูดคุยข้ามประเทศ ข้ามจังหวัด
นอกจากนี้ มันยังช่วยลดระยะทางในด้านจิตใจของผู้ใช้ด้วย กล่าวคือสื่อกลางในการสื่อสารอย่างอินเตอร์เน็ต อาจจะช่วยทำให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัยในการติดต่อสื่อสารกับผู้ชาย
ทุกวันนี้ผมคุยกับเพื่อนผู้หญิงทางอินเตอร์เน็ตตอนกลางดึกเป็นประจำ แม้จะเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง เราก็ยังแชตคุยกันได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ยกเว้นแค่ความง่วงเพียงอย่างเดียว
มีเพื่อนผู้หญิงบางคน ตั้งกฎข้อบังคับกับตัวเองไว้ว่า ให้พูดคุยกันในอินเตอร์เน็ตได้ แต่จะไม่ไปพบปะเจอตัวจริงกัน ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ว่าผู้ชายเป็นคนดีและไว้ใจได้ ดังนั้น เมื่อพวกเธอรู้สึกปลอดภัยทางกายภาพ ก็จะทำให้สามารถเปิดเผยตัวเองและแสดงออกได้มากขึ้น
ถ้าเป็นสมัยก่อน มีที่ไหนที่จะปล่อยให้ผู้ชายกับผู้หญิง ได้มาคุยกันสองต่อสองตอนกลางดึกอย่างนี้ โดยที่ไม่ใช่เป็นคู่สมรสหรือเป็นแฟนกัน ยกเว้นคุยทางโทรศัพท์ที่อาจจะพอมีโอกาสบ้าง แต่พ่อแม่ก็จะรู้ทันและคอยห้ามปราม
แต่มาถึงสมัยนี้ ถ้าพ่อแม่เห็นลูกสาวของตนนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ตอนเที่ยงคืน ก็คงจะรู้สึกปลาบปลื้ม เพราะคิดว่าลูกสาวกำลังขะมักเขม้น ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
จากมุมของผู้ชาย ที่มองดูผู้หญิงกำลังทำท่าทางวี้ดว้ายอยู่รอบๆ ตัว อาจจะประเมินค่าพวกเธอไปในแนวทางหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นมุมของผู้หญิง ที่มองกลับมายังผู้ชาย ก็คงจะประเมินค่าพวกผู้ชายเหล่านั้นไปในอีกแนวทางหนึ่ง เช่นเป็นพวกหัวโบราณและอนุรักษ์นิยม ตามยุคสมัยไม่ทัน
น่าสนใจว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร และสถานะภาพของผู้ชายและผู้หญิงจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กในวัย 10-20 ปี ที่กำลังเติบโต เป็นวัยรุ่นอยู่ในเวลานี้ เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทรงพลัง ที่จะนำมาข้อมูลข่าวสารมากมายเข้ามาให้รับรู้
เรื่องเสรีภาพในการวี้ดว้ายที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้ อาจจะนับเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปเลยก็ได้ สำหรับสังคมไทยในอนาคต
…
นึกแล้วก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันครับ กับเสรีภาพที่ล้นขอบของคนในอนาคต
วัยรุ่นจะเป้นไปทางไหน ถ้าไม่มีจารีตอะไรควบคุมเขาได้