…
ในวันเลือกตั้งทั่วไป หลังจากเวลาปิดหีบบัตร ตลอดทั้งเย็นวันนั้น ผมนั่งดูรายงานข่าวผล พอตกค่ำถึงช่วงเวลาไพรม์ไทม์ของทางสถานี ซึ่งตามปกติต้องเป็นเวลาของรายการบันเทิงและละคร ทางสถานีจึงต้องตัดสลับไปมา ระหว่างการรายงานข่าวสดกับรายการบันเทิงหลังข่าว
ในข่าวบันเทิงคืนนี้ นำเสนอข่าวควันหลงการไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงของดาราหนุ่มคนหนึ่ง เจ้าหน้าที่สาวในหน่วยเลือกตั้งมาช่วยอำนวยความสะดวก และกล่าวแซวเขาเล็กน้อย เกี่ยวกับละครของเขาที่กำลังแพร่ภาพอยู่ “ทำไมโหดจังเลยคะ!?” เธอหมายถึงบทบาทโหดๆ ของเขาในละครแนวตบจูบเรื่อง “ลิขิตกามเทพ”
ผมไม่ได้ติดตามดูละครเรื่องนี้หรอก (จริงๆ นะ!) เพียงแต่ทุกครั้งที่กดรีโมทผ่านมาในคืนวันจันทร์และอังคาร จะได้เห็นพระเอกคนนี้ กำลังด่าทอและลงไม้ลงมือขืนใจนางเอกเป็นประจำ
เมื่อจบรายการข่าวบันเทิง ก็มีโฆษณาละครเรื่องใหม่คือ “จำเลยรัก” ที่กำลังจะมาออนแอร์ในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า ต่อจากเรื่องลิขิตกามเทพที่ใกล้จะจบอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ ละครเรื่องจำเลยรักถูกนำมารีเมคซ้ำแล้วซ้ำอีก บ่อยพอๆ กับ “บ้านทรายทอง” และ “ดาวพระศุกร์” แต่สิ่งที่จำเลยรักมีความแตกต่างและโดดเด่นไปจากละครเรื่องอื่น คือประเด็นการกระทำรุนแรงระหว่างพระเอกกับนางเอก หรือที่มีคำใช้เรียกกันอย่างติดปากว่าละครแนว “ตบจูบ”
ในช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายทางการเมืองแบบนี้ ละครแนวตบจูบเรื่องหนึ่งกำลังจะจบลง แล้วจะมีละครแนวตบจูบอีกเรื่องหนึ่ง มาฉายต่อในทันที มันมันทำให้ผมนึกไปถึงหนังสั้นเรื่องหนึ่งของ สัณห์ชัย โชติรสเศรณี
เขาได้นำเพลง “จำเลยรัก” และบทพูดในละครฉบับดั้งเดิม มาใช้ประกอบในหนังสั้นของเขา “กักขังฉันเถิด กักขังไป ขังตัว อย่าขังหัวใจดีกว่า …” เมื่อเสียงเพลงท่อนนี้ดังขึ้น พร้อมกับภาพการปฏิวัติรัฐประหารโดยฝีมือ คมช. ตัดสลับกับมิวสิควิดีโอคาราโอเกะ เป็นภาพคนป่ากำลังจับผู้หญิงมาขังและทรมาน ทำให้คนดูต่างหัวเราะครืนขึ้นมาพร้อมกัน เพราะทั้งสามอย่างนี้ มันช่างเข้ากันได้ดีเสียเหลือเกิน
ผมได้ไปดูหนังเรื่องนี้ ในงานเทศกาลหนังสั้นเกี่ยวกับการเมือง จัดขึ้นที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2549 หลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารโดย คมช. เพียงไม่กี่เดือน และก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ระเบิดในคืนส่งท้ายปีเก่าเพียงไม่กี่วัน
ผู้กำกับหนังสั้นเรื่องนี้ได้นำเสนอมุมมองที่แหลมคม เขานำโครงเรื่องในละครแนวตบจูบ มาเปรียบเทียบกับลักษณะการเมืองของไทย ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับนางเอกในละคร
พระเอกเข้าใจผิดในตัวนางเอก จึงมาลงมือกระทำทารุณทั้งร่างกายและจิตใจ นางเอกขัดขืนไม่ยินยอม แต่ก็ได้แต่อดทนกล้ำกลืนเอาไว้ ความรุนแรงเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง คือการลงมือข่มขืนนางเอก แล้วหลังจากนั้น เรื่องก็ค่อยๆ คลี่คลาย พระเอกรู้ความจริง และพบว่าลึกๆ แล้ว ในใจตนเองตกหลุมรักนางเอกมาตลอด ความรุนแรงที่กระทำทั้งหมดนั้น ทำไปก็เพราะรัก แล้วทั้งสองจึงมาปรับความเข้าใจกัน และนำไปสู่จุดจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
น้ำเน่า!
ทุกครั้งที่ละครแนวนี้ถูกสร้างออกมาฉาย และทุกครั้งที่จำเลยรักถูกนำมารีเมค จะต้องมีเสียงบ่นแบบนี้ออกมาจากพวกหัวก้าวหน้า นอกจากนี้ยังบอกว่ามันกดขี่ผู้หญิง ตอกย้ำความรุนแรง บลาๆ … ถึงแม้จะมีเสียงบ่นด่า แต่เรทติ้งก็ยังพุ่งสูงทุกครั้ง และทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าในอีกไม่กี่ปี มันก็จะถูกนำมาเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ดี
ถึงแม้เราจะบ่นด่ามันมากแค่ไหนก็ตาม แต่พวกเราก็ยังตามดูมันทุกครั้งที่นำกลับมา ไม่ต่างจากนางเอกในละคร ที่ขัดขืนพระเอกตลอดทั้งเรื่อง ปากก็บอกว่าเกลียดๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ลงเอยกับเขาอย่างมีความสุข
โครงเรื่องละครตบจูบพวกนี้ จึงได้เผยให้เห็นว่า พวกเราต่างก็รื่นรมย์กับการต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจ และการยอมถูกกระทำรุนแรง
โดยในใจลึกๆ ของเรา คิดว่าความสัมพันธ์แบบตบจูบ หรือแบบที่มีฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายหนึ่งกระทำความรุนแรง โดยอีกฝ่ายหนึ่งยินยอมอดทน เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม และเป็นหนทางนำทั้งสองฝ่าย ไปสู่จุดจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเหมือนกับในละคร
ดังนั้น การมีละครตบจูบฉายติดๆ กันในช่วงเวลานี้ ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกวิตกกังวลของผู้คนในปัจจุบัน ถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน เรากำลังกลัวความแตกแยกในบ้านเมือง การลงมือประหัตประหารกัน และการเกิดเหตุการณ์นองเลือดเหมือนกับในอดีต
เราจึงต้องผ่อนคลายความกังวลนี้ และแสดงความสมานฉันท์ต่อกัน ด้วยการตอกย้ำภาพความสัมพันธ์แบบตบจูบ ผ่านทางการดูละครแบบนี้ร่วมกันทั้งประเทศ ทุกคืนๆ
รายการละครคืนถูกคั่นด้วยรายงานสดผลการนับคะแนน พรรคการเมืองหนึ่งกำลังมีคะแนนทิ้งห่างพรรคคู่แข่งออกไปเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังขับไล่ทหารที่ครอบงำประเทศอยู่ให้ออกไป
แต่ทุกคนก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี ว่าสภาพการเมืองหลังจากนี้จะสงบสุข เพราะบ้านเมืองถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายใดจะได้เสียงข้างมาก พวกเราก็ได้แต่รอเวลาที่จะเข้าห้ำหั่นกัน เหมือนรอหัวฝีให้สุกงอมหลุดออก และเลือดหนองแตกทะลักออกมา
“เชิญคุณลงทัณฑ์บัญชา จนสมอุรา จนสาแก่ใจ … ” เนื้อเพลงจำเลยรักในโฆษณาที่ฉายซ้ำๆ ได้ตอกย้ำว่าฉันจะยอมให้คุณกระทำรุนแรงทุกอย่าง เพราะว่าฉันรักคุณ และฉันรู้ว่าจริงๆ แล้ว คุณก็รักฉันเช่นกัน ทุกสิ่งที่ทำไปนั้นด้วยความรักทั้งสิ้น เพียงแต่ตอนนี้เรายังไม่เข้าใจกันเท่านั้นเอง
นังไก่แช่เหล้า, สำส่อน, แพศยา, ร่าน, มั่ว พระเอกจากละครเรื่องลิขิตกามเทพ สรรหาสารพัดคำพูดด่าทอหยาบคาย มาตะโกนใส่หน้านางเอก จนนางเอกน้ำตาซึม น้ำตาเล็ด กัดฟันอดทน (ขอย้ำว่าผมไม่ได้ดูประจำ) แฟนละครทุกคนรู้ว่า อีกสองตอนหลังจากนี้ พวกเขาจะลงเอยรักกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป
ถึงแม้จะมีหลายคนบ่นด่าละครเหล่านี้ แต่สำหรับผม เชื่อว่ามันกำลังทำหน้าที่สมานรอยร้าวในสังคมเราตอนนี้อย่างเงียบๆ ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือแม้กระทั่งของคนทั้งโลก พวกเรามาอยู่ร่วมกัน และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมไปได้อย่างราบรื่น ก็ด้วยการยอมยกอำนาจของเราไปให้ผู้ที่เหนือกว่า ปล่อยให้เขามาปกครอง
จะกดขี่มากบ้าง น้อยบ้าง จะคอร์รัปชั่นมากบ้าง น้อยบ้าง หรือจะมาลงมือกระทำความรุนแรงต่อประชาชนมากบ้าง น้อยบ้าง แต่อย่างน้อยที่สุด เราทุกคนก็ได้อยู่ภายใต้การปกครองนี้ร่วมกัน มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เหมือนกับที่คนแก่ๆ ชอบพูดกับลูกหลานที่กำลังจะแต่งงานกัน ว่าอยู่กันไป ก็รักกันไปเองแหละ
ในขณะที่ ระบอบประชาธิปไตย ปัจเจกชน หลักเหตุผล เสรีภาพ กฎหมาย ทุนนิยม คอมมิวนิสต์ ฟาสซิสต์ ศาสนา ลัทธิก่อการร้าย ฯลฯ จำได้ไหมว่าสุดท้ายแล้ว พวกมันก็กลายเป็นชนวนหรือเหตุผล ให้พวกเราลงมือห้ำหั่น ประหัตประหารกันมาแล้วทั้งนั้น
มีหลายคนคิดว่าในละครตบจูบ นางเอกเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกทำร้ายร่างกาย ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ น่าสงสาร น่าเห็นใจ และต้องได้รับการช่วยเหลือแก้ไข
แต่จริงๆ แล้ว ในละครตบจูบ นางเอกคือตัวละครที่โดดเด่น มีความซับซ้อน มีคุณธรรมสูงส่ง จริยธรรมดีงาม เป็นจุดศูนย์กลาง ดึงดูดทุกความสนใจ มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง และเปิดให้คนดูได้เอาตัวเองเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด
ในขณะที่พระเอกต่างหาก ที่โง่งม โหดร้าย ป่าเถื่อน เหมือนกับคนป่า ไม่มีอารยะ พระเอกในลิขิตกามเทพ เป็นเจ้าของไร่ในชนบทห่างไกล (ขอย้ำอีกที ว่าผมแค่กดรีโมทเปลี่ยนช่องผ่านมาเจอ) พระเอกในจำเลยรัก เป็นนายหัวเจ้าของฟาร์มไข่มุกทางภาคใต้ และในตอนสุดท้าย พวกเขาคือตัวละครที่จะได้รับความช่วยเหลือและการแก้ไขฟื้นฟู ให้หลุดพ้นจากความป่าเถื่อน
ถ้าเราถือว่าความอดทนต่อการถูกกดขี่และกระทำรุนแรงเป็นความสุข นั่นแปลว่าตลอดทั้งเรื่อง นางเอกกำลังเสวยสุขอย่างท้นทวี เธอจะเข้าถึงจุดสุดยอดในตอนไคลแมกซ์ที่ถูกข่มขืน และจะถึงจุดสุดยอดอีกครั้งหนึ่ง หรือมีมัลติเพิลออกัสซั่มได้อีกครั้ง ในตอนจบของเรื่อง โดยมีพระเอกเป็นข้าทาสรับใช้ ผู้จมปลักอยู่กับความโกรธ เกลียด โง่งม เข้าใจผิด และคอยทำหน้าที่ป้อนทุกขเวทนาต่างๆ นานาให้นางเอก
ดังนั้น ในความสัมพันธ์แบบตบจูบนั้น ไปๆ มาๆ แล้ว ฝ่ายที่ถูกกระทำต่างหาก ที่จะได้เป็นฝ่ายคุมเกม เมื่อเรื่องราวพัฒนามาถึงจุดหนึ่ง นางเอกจะเป็นฝ่ายเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ก่อน จึงตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายยินยอม และเลือกให้พระเอกมากดขี่ตน ด้วยเหตุผลของความรัก และการมีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัดว่าคือความสุขตลอดกาล
ในการเมืองของเราตอนนี้ เป็นเช่นเดียวกันนี้ด้วยหรือเปล่า?
ผมยังสงสัยอยู่ ว่าทั้งที่ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นบานปลาย และดำเนินมาอย่างเรื้อรังเนิ่นนาน เศรษฐกิจกำลังตกต่ำลง สิทธิเสรีภาพถูกจำกัด อาชญากรรมลุกลามไปทั่ว ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ราคาน้ำมันและค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนกำลังบ่นด่า ซึ่งจริงๆ แล้วทุกคนต่างก็บ่นด่าเรื่องเหล่านี้มากับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมานั่นแหละ จนถึงล่าสุด เราขับไล่เผด็จการรัฐสภาออกไป แล้วอ้าแขนต้อนรับเผด็จการทหาร ต่อมาไม่นาน เราก็ขับไล่เผด็จการทหารออกไป โดยอ้าแขนรับเผด็จการรัฐสภากลับเข้ามา
ทั้งหมดนี้ พวกเราซึ่งเป็นนางเอกในละครตบจูบ กำลังเป็นฝ่ายคุมเกมอยู่ใช่ไหม?
เราคุมเกมนี้เพื่อให้มีคนมาผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนขึ้นมีอำนาจปกครองและกดขี่เราไปเรื่อยๆ จะมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีแต่ความทุกข์ แต่เราก็ยังรักเขา และเขาก็รักเรา จริงๆ แล้วพวกเราต่างก็รักกันนะ
อย่างน้อยที่สุด เราทุกคนก็จะได้อยู่ร่วมกันเป็นสังคมตลอดไป ซึ่งนี่หรือเปล่า? คือตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งของสังคม
มีข่าวบันเทิงล่าสุดแว่วมาแล้ว ว่าหลังจากละครจำเลยรักออนแอร์ในช่วงต้นปี ละครที่กำลังจะออนแอร์ถัดๆ ไปในช่วงกลางปี จะเป็นเรื่อง “สวรรค์เบี่ยง” ซึ่งถือได้ว่าเป็นละครแนวตบจูบในระดับตำนานอีกเรื่องหนึ่ง
พระเอกเข้าใจนางเอกผิด จึงลงมือกระทำรุนแรงต่อนางเอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วในที่สุดพวกเราก็รักกัน และลงเอยอย่างมีความสุขด้วยกันตลอดกาล และไม่ต้องห่วง ละครเรื่องนี้ต้องมีฉากพระเอกข่มขืนนางเอกด้วยแน่นอนอยู่แล้ว
ละครแนวตบจูบกำลังจะจบไปเรื่องหนึ่ง โดยมีเรื่องหนึ่งมาจ่อคิวฉาย และมีอีกเรื่องหนึ่งกำลังถ่ายทำรอไว้ สังคมไทยเราคงจะอยู่ร่วมกันอย่างสุขสม เราจะได้มัลติเพิลออร์กัสซั่ม และได้มีแฮปปี้เอนดิ้งร่วมกันในที่สุด
จนถึงตอนที่เขียนต้นฉบับบรรทัดนี้ การนับคะแนนเสียงเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่รู้ผลสรุปเลยว่า พรรคการเมืองใดจะได้มาเป็นฝ่ายรัฐบาล กว่าจะตั้งรัฐบาลเสร็จ กว่าจะเปิดประชุมสภาได้ คงต้องเลยช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว ตอนนั้นละครลิขิตกามเทพคงจบไปแล้ว และละครจำเลยรักคงเริ่มต้นแพร่ภาพเป็นตอนแรก
ผมเชื่อมั่นและคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลในตอนนี้ เขาจะต้องเล่นงานเราอย่างหนัก ให้หนักขึ้นกว่าที่เราเคยเจอมา หนักจนเราต้องร้องคราง ซี้ด … อ้า … เอาอีก …
…
ไม่ได้ดูหนังสั้น แต่ติดใจการตีความขึ้นมาตะหงิดๆ
ไม่เป็นการ “โรแมนติค” เกินไปหรือที่ตีความว่า
ความรุนแรงที่พระเอกทำทั้งหมดนั้น “ทำไปก็เพราะรัก” หากจะมีคนที่ “รื่นรมย์กับการต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจ และการยอมถูกกระทำรุนแรง” จริง คนๆนั้นไม่ใช่ฉันอย่างแน่นอน เอ…หรือเพื่อนนางเอก (ขอไม่เป็นนางร้ายนะ…ทำใจไม่ได้) อย่างฉัน จะหยาบกระด้างเกินกว่าจะเข้าใจ
ถ้า “เรา” ของผู้เขียนหมายถึงคนที่อ้าแขนต้อนรับการรัฐประหารเมื่อปลายปี 49 ด้วยความปีติ ดั่งแหงนหน้ารับหยาดฝนอันชื่นใจแล้วหละก็ ไม่แปลกใจเลยที่ “เรา” จะคิดว่า ฝ่ายที่ถูกกระทำจะได้เป็นฝ่ายคุมเกม ก็คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดเข้าข้างตัวเองไม่ใช่หรือ
การปลอบใจตัวเองว่า “เรา” เป็นนางเอกในละครตบจูบ ไม่ได้ทำให้ “เรา” หลงไปหรอกหรือว่า “เรา” กำลังเป็นฝ่ายคุมเกม เพื่อให้มีคนมาผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนขึ้นมีอำนาจปกครองและกดขี่เราไปเรื่อยๆ จะมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีแต่ความทุกข์ แต่ “เรา” ก็ยังรัก “เขา” และ “เขา” ก็รัก “เรา”
จริงหรือ ที่พวกเราต่างก็รักกัน?
ใครกันหนอที่คิดว่า “เรา” ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันเป็นสังคมตลอดไป ใครกันหนอที่กล้าคิด “ตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งของสังคม”
สมานฉันท์… วาทกรรมแห่งทศวรรษ…
โศรยา เธอจะรู้ไหมว่าวันที่เธอยินยอมให้ทหารมาย่ำยี (อย่างอ่อนโยน) เอาสิทธิอันพึงมีตามหลักประชาธิปไตยไปจากอ้อมกอดของเธอนั้น เธอได้เขียน ป.ล. ในพินัยกรรมถึงลูกหลานของเธอแล้วด้วยว่า “คราวหน้าถ้าเขามาอีก เปิดรับเขานะลูก เขามาก็เพราะรัก ตบจูบสักพัก ลูกก็รักเขาเองแล”…
-_-”
แหลมคม … ได้ใจเลยครับ
ส่วน คิดเหมือน คิดต่าง นั้น …
พยายามทำให้คนอื่นเข้าใจเรา — ทุกข์มาก
พยายามทำความเข้าใจคนอื่น — ทุกข์น้อย
… โศรยาธิปไตย
ชอบ
: )