…
ผมเห็นข้อความนี้บนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ที่สนามบินแห่งหนึ่งในยุโรป ขณะกำลังยืนรอรับกระเป๋าเดินทาง ที่ค่อยๆ ลำเลียงมาทางสายพาน
ป้ายโฆษณานี้เป็นของบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งของประเทศนั้น ในป้ายมีรูปชายหนุ่มกำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ข้อความนี้น่าสนใจ ตรงที่ความยอกย้อนของคำที่นำมาใช้ร่วมกันในประโยค เพราะปกติ net จะเป็นสิ่งที่เอาไว้ดักจับหรือกักขัง แต่คำว่า net ในที่นี้กลับเป็นสิ่งที่ปลดปล่อยและให้อิสรภาพ
เห็นได้จากรูปชายหนุ่มในโฆษณา ที่หน้าตายิ้มแย้ม ท่าทางเหมือนกำลังสบายใจ ปลอดโปร่ง เมื่อได้คุยโทรศัพท์มือถือ เหมือนกับว่าเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ อย่างโทรศัพท์มือถือ เป็นสิ่งที่หยิบยื่นอิสรภาพให้กับผู้ใช้ได้จริง
หลังจากเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล หลับๆ ตื่นๆ อยู่บนเครื่องบินมานาน 10 กว่าชั่วโมง ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกโหวงๆ ชอบกล อาจจะไม่ใช่เพราะแค่เพลีย แต่เป็นเพราะเริ่มคิดถึงใครบางคน ที่เพิ่งห่างกันมาเพียงไม่ถึงวัน
ถ้ามีโทรศัพท์ใช้ได้ตอนนี้ก็คงจะดี ถ้าโทรศัพท์ไปหาเธอตอนนี้ เธอจะดีใจไหม? ความคิดนี้พลันผุดขึ้นในใจ
ไม่ทันไร เพื่อนร่วมคณะเดินทางคนหนึ่ง ก็ควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดๆ เพื่อแสกนหาสัญญาณบริการโรมมิ่ง สักครู่ต่อมาเพื่อนร่วมคณะอีกคนหนึ่ง ก็ควักโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา แล้วเริ่มต้นกดๆ บ้าง
พวกเขาง่วนอยู่นานพร้อมทั้งบ่นงึมงำ ว่าทำไมหาสัญญาณไม่เจอ ทำเอาเพื่อนร่วมคณะคนอื่นๆ พากันไปมุงเอาใจช่วย เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง กระเป๋าของพวกเราจึงค่อยลำเลียงมาถึงครบ พร้อมๆ กับที่เครื่องมือถือของเพื่อนร่วมคณะทั้ง 2 คน จะแสกนหาสัญญาณได้พอดี
“มาถึงแล้ว เดี๋ยวกำลังจะไปเที่ยวชมเมืองต่อเลย” เพื่อนร่วมคณะคนหนึ่ง เริ่มต้นคุยโทรศัพท์มือถืออย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังทยอยขนของขึ้นรถทัวร์ขนาดใหญ่
การมีโทรศัพท์มือถือนี่ก็ทำให้สะดวกดีเหมือนกัน ถ้าเกิดคิดถึงใคร ก็เพียงแค่ยกขึ้นมากดๆ แล้วก็จะได้คุยกับเขา หรือถ้ามีใครคิดถึงเรา เขาก็สามารถโทรหาเราได้ตลอดเวลา
เทียบกับเมื่อก่อน ที่จะต้องเดินหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็ต่อคิวยาวเหยียด หรือถ้าใครอยากจะติดต่อกับเรา ในระหว่างที่เราไม่ได้อยู่ประจำในสถานที่หนึ่งๆ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จะติดต่อได้อย่างไร
เราตระเวณเที่ยวรอบเมืองตลอดทั้งวัน เพื่อนร่วมคณะ 2 คนนั้นก็คุยโทรศัพท์มือถือเป็นระยะๆ จนผมชักจะเริ่มอิจฉาพวกเขาเหมือนกัน เพราะรู้สึกอยากจะมีพลังในการสื่อสารได้เท่ากับเขา
เห็นในตำราฝรั่งบางเล่ม บอกไว้ว่า ในโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างทุกวันนี้ ผู้ที่มีพลังในการสื่อสารมากกว่า คือผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า อย่างนี้นี่เองกระมัง ที่ในป้ายโฆษณาเขาถึงได้บอกว่า The net that sets you free.
รอบๆ ตัวเรา มีคลื่นสัญญาณเครือข่าย แผ่กระจายครอบคลุมอยู่โดยที่เรามองไม่เห็น ใครมีทรัพย์มากกว่า ก็ตักตวงประโยชน์จากเครือข่ายนี้ได้มากกว่า ทำให้สามารถเข้าถึงคนอื่นได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับที่คนอื่นก็เข้าถึงเราได้เช่นเดียวกัน เหมือนเป็นมนุษย์ที่มีพลังจิตในนิยายวิทยาศาสตร์เมื่อหลายทศวรรษก่อน
ถ้าได้เอามือถือมาด้วยและเปิดบริการโรมมิ่งเหมือนเขาก็คงจะดี แต่ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า จะมีใครสักกี่คนที่จะโทรมาหาผม และผมจะโทรไปหาใครดี
ในเวลาที่มาท่องเที่ยวทัศนาจร จำเป็นแค่ไหนที่คนเราจะต้องพกโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา เหมือนตอนที่อยู่กรุงเทพฯ เพราะในเมื่อธุระการงานต่างๆ ก็น่าจะเคลียร์ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะออกเดินทางมา
ตอนนี้พลบค่ำแล้ว คณะของพวกเราจึงค่อยเข้ามาเช็คอินที่โรงแรม แต่ท้องฟ้าที่นี่ยังคงสว่างจ้าอยู่เหมือนเวลาบ่ายของบ้านเรา ระหว่างที่รอให้ไกด์นำเที่ยวติดต่อเรื่องกระเป๋าและกุญแจห้องพัก ผมเดินไปซื้อการ์ดโฟนที่เคาน์เตอร์ของรีเซฟชั่นโรงแรม แล้วไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ
เธอจะดีใจไหมที่ผมโทรหาตอนนี้? ผมนึกในใจ และใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน ก่อนที่จะเริ่มกดรหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และตามด้วยเบอร์โทรศัพท์บ้านของเธอ
“ฮัลโหลลล” เสียงงัวเงียตอบมาจากปลายสาย
“ฮัลโหล นี่ฉันเอง” ผมกล่าว
“เหรอ…อือ…ที่นั่นกี่โมงแล้ว?” เธอถาม
“สองทุ่มกว่า” ผมตอบกลับไป ในขณะที่สังเกตเห็นตัวเลขเงินที่เหลืออยู่ในโฟนการ์ดลดลงฮวบๆ อย่างน่าใจหาย
“ที่นี่จะตีสองแล้วนะ” เธอกล่าวด้วยเสียงงัวเงีย
“วันนี้สนุกดี ไปเที่ยวมาตั้งหลายที่ เดี๋ยวกลับไปจะเล่าให้ฟังนะ” ผมกล่าว
“อือ…อือ…”
“……………”
“เอ่อ…แค่นี้นะ” ผมกล่าว
“อือ ขอบคุณที่โทรมานะ บาย” เธอกล่าว
“บาย” ผมกล่าวลาแล้วก็วางหูโทรศัพท์ลง
ค่าโทรแพงหูฉี่ ตกนาทีละหลายสิบบาท นี่ขนาดเป็นโทรศัพท์สาธารณะ ผมนึกไม่ออกเลยว่า ค่าบริการโทรศัพท์มือถือเดือนนี้ของเพื่อนร่วมคณะ 2 คนที่ใช้บริการโรมมิ่ง ว่าจะแพงขนาดไหน
น่าแปลกที่ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ผมเฝ้าคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องอยากใช้โทรศัพท์ นี่อาจจะเป็นอาการของคนที่เสพติดการสื่อสารอย่างหนัก เพราะเวลาอยู่กรุงเทพฯ ผมพกโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ใช้โทรหาใคร และไม่ค่อยมีใครโทรมาหาก็ตาม แต่ขอให้ได้มีพกเอาไว้ เพื่อเชื่อมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายการสื่อสาร จะได้มีอิสรภาพอย่างที่เขาเขียนเป็นคำโฆษณา หรือจะได้มีพลังอำนาจอย่างที่ตำราฝรั่งบอกไว้
แต่พอมาถึงตอนนี้ ผมมีอิสระแล้ว มีพลังแล้ว เพราะโทรศัพท์ตั้งอยู่ข้างหน้า ยังเหลือเงินในโฟนการ์ดอีกนิดหน่อย แต่ดันนึกไม่ออกแล้วว่าจะโทรไปหาใครอีกดี นอกจากพ่อและแม่ที่บ้าน ซึ่งป่านนี้ก็คงนอนหลับไปนานแล้วเหมือนกัน ผมไม่อยากโทรไปปลุกพวกเขา กะไว้ว่าเอาไว้พรุ่งนี้เช้า ก่อนออกจากโรงแรมไปเที่ยว จะแวะมาโทรหาสักเล็กน้อย เพื่อบอกว่าเดินทางมาถึงปลอดภัยและสบายดี แค่พอหมดโฟนการ์ดใบนี้ก็พอ
คิดๆ ไปก็น่าเศร้าเหมือนกัน ที่มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม และการสื่อสารก็เป็นหนทางให้เราได้เข้าไปอยู่ร่วมในสังคม เราจึงพัฒนาเทคโนโลยีสารพัด มาเพื่อสนองความอยากสื่อสารกับคนอื่น แต่ดันมาติดอยู่ที่ว่าเราไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะอยากสื่อสารกับเราหรือเปล่า และจะยิ่งน่าเศร้าเข้าไปอีก ถ้าเราไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะสื่อสารกับใครดี
บางทีอิสรภาพของคนเราก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครือข่าย การสื่อสาร เทคโนโลยี และโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เพราะยังมีเงื่อนไขทางสังคมอีกมากมายที่ปิดกั้นเราเอาไว้
ถึงแม้ผมจะเอามือถือมาด้วยและเปิดบริการโรมมิ่งได้ แต่ก็ไม่รู้จะโทรหาใครดี และไม่คิดว่าจะมีใครอยากโทรมาหา
ผมขึ้นไปยังห้องพักและอาบน้ำ อาการเจ็ทแล็กทำให้รู้สึกวิงเวียนและอยากนอนเต็มที แต่สติวูบสุดท้ายในคืนนั้น คิดสับสนวุ่นวาย ว่าเธอจะคิดอย่างไร ถ้าพรุ่งนี้เช้า ผมจะโทรไปหาเธออีกครั้ง
…