…
ทำไมเวลาที่ผู้หญิงมองเห็นเพชร แล้วต้องทำตาลุกวาวด้วย หรือว่าเพชรจะเป็นเพื่อนซี้ของผู้หญิง
ถ้าคุณเคยต้องเดินตามผู้หญิงเข้าไปในร้านเพชร คุณคงจะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้จริงๆ เหมือนกับว่าเป็นท่าบังคับ ที่ผู้หญิงจะต้องทำตาลุกวาว เมื่อเวลาเธอได้เห็นเพชรเม็ดงามๆ
ทำให้นึกไปถึงเพลงเก่าที่มาริลิน มอนโร ร้องเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ในหนังเรื่อง Gentlemen Prefer Blondes และนิโคล คิดแมน เอามาร้องใหม่ในหนังเรื่องมูแลงรูจ
พนักงานขายใช้คีมปากคีบ คีบเพชรเม็ดเล็กๆ ขึ้นจากถาดที่ปูด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงิน เอาไปวางไว้บนหลังมือของเพื่อนผม เพชรเม็ดนั้นฉายประกายสดใสขึ้นในทันที เมื่อกระทบกับแสงจากโคมไฟบนเพดานที่สาดลงมา ตัดกับสีเนื้อที่สะท้อนจากมือของเธอ ดวงตาของเธอก็พลันฉายประกายสุกใสยิ่งกว่าเพชรเม็ดนั้นเสียอีก
แต่พอพนักงานขายแจ้งราคาของเพชรเม็ดนั้น แววตาของเธอก็วูบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พนักงานขายคงสังเกตเห็น เลยคีบเพชรเม็ดนั้นออกจากหลังมือของเธอ แล้วคีบเพชรเม็ดใหม่ขึ้นมาวาง ซึ่งก็ดูเหมือนๆ กับเพชรเม็ดเดิม มองแทบไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลย แต่เขาบอกว่าเพชรเม็ดนี้ราคาต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะมีสีเหลืองปน และน้ำไม่งามเท่า
ก้อนหินเหล่านี้ มีราคาแพงเป็นแสนเป็นล้านขึ้นมาได้อย่างไร และด้วยกระบวนการอะไร ที่ทำให้มันสามารถฝังลึกอยู่ในความคิดของผู้หญิง หรือแม้แต่ในหัวของผู้ชายบางคน ที่ต้องซื้อมันไปให้ผู้หญิงของเขา และเพชรที่น้ำงามหรือไม่งาม หรือเพชรที่ราคาแพง จะต้องดูที่ตรงไหน อย่างไร
พนักงานขายหยิบหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมาให้ดู หน้าปกเขียนว่า Gemology ไม่น่าเชื่อว่า คนเรานี่ถึงกับต้องสร้างองค์ความรู้ และสร้างวิชาเกี่ยวกับก้อนหินขึ้นมาสอนกันทีเดียว
พนักงานขายบอกว่า เพชรจะต้องถูกตีราคาโดยผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาด้าน Gemology มาโดยเฉพาะ และเพชรแต่ละเม็ดจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดตามหลักวิชาการ โดยมีใบประกาศนียบัตรแนบเอาไว้ด้วย ว่าได้รับการรับรองมูลค่าอย่างถูกต้อง ตรงตาม Gemology
ตัวอย่างเช่น เพชรยิ่งใสยิ่งดี ถ้ามีสีอื่นมาปนจะทำให้ราคาตก นอกเสียจากจะเป็นเพชรสี ที่จะมีการพิจารณาราคาที่ต่างออกไป นอกจากนี้แล้ว น้ำจะต้องงาม ไม่มีรอยขีดข่วน ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Flawless แปลว่ามีรอยน้อยมากจนมองไม่เห็น รวมถึงการเจียรไนในรูปทรงที่เรียกว่า Round Brilliant Cut ก็จะถือว่าเป็นรูปทรงที่สวยและแพงที่สุด และสุดท้ายคือเพชรที่มีน้ำหนักมากกว่าก็จะมีราคาสูงกว่า
เพื่อนของผมพยักหน้าเออออไปกับเนื้อหาที่พนักงานขายเลคเชอร์ให้ฟังยาวเหยียด แล้วหลังจากพูดเสร็จ เขาก็หยิบใบประกาศนียบัตรขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง กระดาษใบนี้คือสิ่งที่ใช้สำหรับยืนยันมูลค่าของหินเม็ดนี้
ในที่สุด ก้อนหินใสๆ สะท้อนแสงวูบวาบ ก็มีราคาเป็นแสนเป็นล้านขึ้นมาได้จริงๆ ด้วยการอ้างถึงศาสตร์ และใบประกาศนียบัตรนี่เอง ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านี้ ในสายตาของคนทั่วไป ก้อนหินไม่น่าที่จะมีราคาสูงขนาดนี้
ความจริงที่ว่าเพชรมีราคาแพง ตั้งอยู่บนฐานของความรู้ในวิชา Gemology ซึ่งถ้าใครไม่มีความรู้ในวิชานี้มาก่อน ก็จะไม่รับรู้ถึงคุณค่านี้ ดังนั้นถ้าเขาเห็นก้อนคริสตัลสักก้อน ก็อาจจะมองไปได้ว่าสวยงามและมีมูลค่าเท่ากับเพชร หรือถ้าเห็นเพชรปลอมก็อาจจะแยกความแตกต่างจากเพชรแท้ ด้วยตาเปล่าแทบจะไม่ออก
วิชาความรู้นั้นไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์เสมอไป ลองพิจารณาให้ดี ว่าทุกวันนี้เรานำความจริงมาสร้างเป็นวิชาความรู้ หรือว่าเรานำวิชาความรู้นั้นมาสร้างความจริงกันแน่ ดังนั้น การเรียนรู้หรือเชื่อถือมัน ก็อาจจะไม่ได้นำเราไปสู่ความจริงสมบูรณ์ในท้ายที่สุด เพราะบางวิชาความรู้มีความฉ้อฉลแฝงเอาไว้อยู่
Gemology ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเงินนับแสนนับล้าน ที่จะต้องจ่ายเพื่อก้อนหินก้อนเดียว ชาวนาไทยปลูกข้าวทั้งชีวิต ยังมีมูลค่าไม่เท่าเพชรเม็ดเล็กๆ สักเม็ด ที่ฝรั่งผิวขาวไปขุดเอาก้อนหิน จากผืนดินของคนแอฟริกัน แล้วเอามาขัด เอามาเจียรไน แล้วออกใบประกาศนียบัตรให้
แสดงให้เห็นชัดว่า ความรู้คืออำนาจ และอำนาจก็คือผู้สร้างความรู้ เราถูกสั่งสอนให้เชื่อตามตำรามาตั้งแต่เด็ก ถ้าผิดไปจากนั้นก็ถือว่าเราไม่มีความรู้ ดังนั้นเมื่อเติบโตขึ้นมา พอได้เห็น ได้ยินอะไรว่าเป็นศาสตร์ เป็นวิชาความรู้ สถาปนาขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือ ใหญ่โต มีโรงเรียนเปิดสอน มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีความเคร่งครัดทางวิชาการ มีประกาศนียบัตร เราก็เชื่อไปตามนั้นทันที
ถ้าคนป่าหรือชาวเกาะสักคน ที่มาจากสังคมแบบโบราณ ความศิวิไลซ์ไร้สาระเช่นนี้ยังเข้าไปไม่ถึง ได้เห็นเพชรเม็ดงามสักเม็ด เขาก็คงมองว่ามันเป็นก้อนหินแข็งๆ ใสๆ ที่สวยงามเม็ดหนึ่ง หายากและมีคุณค่าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สูงกว่าก้อนหินอื่นๆ
แต่ถ้าจะให้เขาต้องทำงานทั้งชีวิตเพื่อมาแลกกับมัน เขาคงคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ สู้ทำงานปลูกผัก ล่าสัตว์มาเป็นอาหารไม่ได้ ในขณะที่คนศิวิไลซ์อย่างเรากลับไม่รู้ หรืออาจจะรู้แล้วแต่ไม่ทันฉุกคิดในเรื่องนี้
คุณค่าของเพชร ไม่ได้เกิดจากความหายากของมันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นมาจากการตกลงกันไว้ในสังคม เป็นความจริงที่เกิดจากการประกอบสร้างโดยสังคม
นับวัน ความจริงนี้ก็ถูกนำไปขยายให้ใหญ่โตเกินความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนำไปผูกไว้กับเรื่องการหมั้น การแต่งงาน ความรักนิรันดร์ ฐานะและชนชั้นทางสังคม ฯลฯ ไปจนถึงขั้นที่ว่าเป็นเพื่อนซี้ของผู้หญิง
Gemology เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี ที่นำมาใช้พิจารณาเรื่องความรู้และความจริง ซึ่งแนวความคิดแบบนี้สามารถนำไปใช้อธิบายเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่นเรื่องความเป็นหญิง ความเป็นชาย ที่เป็นความจริงประกอบสร้างโดยสังคมเช่นเดียวกัน
โลกเราทุกวันนี้ชักจะเอนเอียงไปทางผู้หญิงมากเกินไปสักหน่อย ผู้ชายแทบไม่ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องอะไรเลย ในขณะที่ ผู้หญิงลุกขึ้นตั้งคำถามกับอำนาจของผู้ชาย จนอาจจะลืมตั้งคำถามกับอำนาจอื่นๆ ในสังคม
คุณอาจจะต่อสู้ เรียกร้องความเท่าเทียมทางด้านอาชีพการงาน จะทำงานนอกบ้าน ไม่ยอมอยู่ก้นครัว ทำงานบ้าน แต่ในขณะเดียวกันนั้น ก็กลับไปขอร้องหรือบังคับให้แฟนหนุ่มซื้อเพชรเม็ดงามให้ เนื่องในโอกาสพิธีหมั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักและฐานะทางการเงินที่มั่นคง
ผมรู้สึกอิจฉาเพชร และไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงคนไหนอีกต่อไปแล้ว
ผมเพียงแค่อยากจะขอเป็นเพื่อนซี้ของคุณบ้าง แล้วเราจะได้ออกไปจากร้านเพชรนี้เสียที
…
มันก็แค่ก้อนหิน(เคย)หายาก
คนไปตั้งราคาค่างวดให้มันเอง
แล้วก็ทำให้มันเป็นที่ต้องการ
หินเม็ดเท่าเมล็ดข้าว ราคาเป็นแสน
เจี๊ยกส์..
นึกถึง fwd เมล์หนึ่ง ที่พระอาจารย์รูปหนึ่ง
บอกกับโยมว่า ที่รถหรูราคาแพงของโยมพังเป็นเศษเหล็กไปแล้วนั้น
โยมถึงได้ทุกข์ใจ เพราะว่าโยมไปตั้งราคา ตีค่าให้มันเอง
รถมันไม่เคยให้โยมมารัก โยมไปรักของโยมเอง
รถมันก็อยู่ของมันเฉย ๆ ไม่ได้คิดว่ามันเป็นของใคร
หิน เอ๊ย เพชร ก็อยู่ของมันเฉย ๆ
คนไปแสร้งทำให้มันมีค่าขึ้นมาเอง ผ่านกรรมวิธี เพิ่มมูลค่า
ผ่านโฆษณาทางทีวีและแม็กกาซีนสำหรับผู้หญิง (ที่อัดแน่น
ไปด้วย how to ทั้งหลาย เช่น 10 สถานที่จับหนุ่มโสด,
28 วิธีทำให้เขาขอแต่งงานภายใน 48 ชั่วโมง เป็นอาทิ)
ใครได้เพชรเม็ดเล็กในวันหมั้นวันแต่ง แสดงว่าแฟนไม่รัก
ผู้ชายซวยไป งานนี้ :-D