…
เพื่อนคนหนึ่ง ทวงของที่ระลึกเป็นโปสการ์ดทันที ที่เขารู้ว่าผมกำลังจะลาพักร้อนไปเที่ยว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะอยากได้ของแบบนี้ไปทำไม เขาบอกว่ากำลังสะสมอยู่ ถ้ารู้ว่าเพื่อนคนไหนจะไปเที่ยว ก็จะขอให้ช่วยส่งโปสการ์ดจากสถานที่ต่างๆ กลับมาให้
โดยปกติแล้ว เราก็เจอหน้ากันเป็นประจำ เวลามีเรื่องอะไร ก็พูดคุยกันหรือว่าโทรศัพท์หากันได้ตลอด โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการส่งจดหมายหรือโปสการ์ดถึงกันเลย และตั้งแต่รู้จักกันมาหลายปี นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเขียนจดหมายถึงเขา
ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร แต่ในเมื่อเขาขอร้อง ก็กะว่าจะช่วยทำตามใจเขาสักหน่อย อย่างน้อยที่สุด โปสการ์ดก็เป็นของฝากที่ราคาประหยัดและหาง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง ในบรรดาลิสต์ของฝากที่เพื่อนคนอื่นๆ ฝากไว้
การส่งโปสการ์ดที่ระลึก กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่คนนิยมกันทั่วไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะ คนทั่วไปยังคงรู้สึกว่าการเขียนจดหมาย เป็นกิจกรรมแสดงความระลึกถึง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย Human Touch หรือสัมผัสใกล้ชิดแบบมนุษย์
ที่เคานเตอร์รีเซพชั่นของโรงแรมทุกแห่งก็มีโปสการ์ดวางขาย แถมยังขายสแตมป์พร้อมไปด้วยเลย ซึ่งพอเขียนเสร็จ ติดแสตมป์เรียบร้อย ก็ฝากพนักงานต้อนรับให้ช่วยไปหย่อนตู้ให้ด้วยเลย นับว่าแสนสะดวกสบาย
เทียบกับสมัยก่อน ที่การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ทันสมัย การส่งจดหมายนับว่ายุ่งยาก ตั้งแต่การไปหาซื้อกระดาษ แสตมป์ ซองหรือโปสการ์ด และที่สำคัญคือมันต้องใช้ลายมือเขียน เส้นสายของน้ำหมึกสามารถแทนความหมายมากมายจากผู้ส่งมาถึงผู้รับ
มาจนถึงปัจจุบัน ความหมายเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบทียบกับการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยกว่า แต่ดูแห้งแล้งขาดความเป็นมนุษย์ อย่างเช่นอีเมล์ และ SMS (Short Message Service) ในโทรศัพท์มือถือ ก็ยิ่งขับเน้นให้การส่งโปสการ์ดดูมีค่ามากขึ้น
อย่างน้อยโปสการ์ดก็ไม่ใช่ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สูญหายไปได้เพียงแค่ไฟดับ หรือลากไฟล์ไปทิ้งใน Recycle Bin แต่มันเป็นใบกระดาษจริงๆ ที่จับต้องได้ และคงทน
ผมถือโปสการ์ดและแสตมป์ที่เพิ่งซื้อขึ้นไปบนห้องพัก พร้อมทั้งคิดบ่นอยู่ในใจถึงเรื่องราคาที่แพงมหาโหด เพราะถ้าไปซื้อโปสการ์ดแบบเดียวกันนี้ที่ร้านข้างนอก และไม่ได้อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว คงจะมีราคาถูกกว่านี้ครึ่งต่อครึ่ง
ราคาที่จ่ายไปเพิ่มขึ้นนี้ คือการซื้อความสะดวกสบาย ที่ไม่ต้องไปเสียแรงเสียเวลา ตระเวนตามร้านหนังสือในเมือง เพื่อหาซื้อโปสการ์ดเพียงไม่กี่ใบ
ความคิดมักง่ายเช่นนี้ จะทำให้คุณค่าอันสูงส่งของการส่งโปสการ์ด เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า
ถ้าการส่งโปสการ์ดเหลือเพียงแค่รูปแบบที่เป็นเปลือกนอก แต่กระบวนการเบื้องหลังการส่งนั้นเปลี่ยนไป คุณค่าของมันจะยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า
บางกรณี สิ่งของที่มีตัวตน จับต้องได้ และมีภาพของความโบราณ แฝงอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องมีคุณค่าสูงส่งเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เกร่อเป็นแฟชั่น ถึงกับมีหนังสือรวมโปสการ์ดจากการท่องเที่ยวออกมาวางขาย และคนทั่วไปก็ปฏิบัติตามกันไปโดยไม่ได้ฉุกคิดให้ความสำคัญอะไร
ในทางตรงกันข้าม สิ่งของที่จับต้องไม่ได้ เช่นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ก็อปปี้กันซ้ำๆ กี่ครั้งก็ได้ จนดูไร้ค่าและไม่เหลือชิ้นที่เป็นต้นฉบับอีกแล้ว มันดูเป็นไฮเทคโนโลยี แห้งแล้ง ไม่มีความละเอียดอ่อนแบบที่ทำขึ้นมาด้วยมือมนุษย์ แต่มันอาจจะมีคุณค่าขึ้นมาได้ในสายตาของบางคน
อย่างเช่น ทุกวันนี้ ผมยังคงเซฟอีเมล์บางฉบับ อีการ์ด และ SMS ที่เพื่อนบางคนส่งมาให้ เก็บเอาไว้อย่างดี ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่า มันจะเป็นสิ่งที่ส่งให้กันได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่กดคลิ๊กๆ เพียงไม่กี่ปุ่ม
จริงๆ แล้ว ในมุมมองของผู้ส่ง เขาอาจจะไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญอะไร แต่ในมุมมองของผู้รับ กลับอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งพิเศษ มีคุณค่าขึ้นมาได้ และรู้สึกน่าเก็บถนอมรักษาเอาไว้ เพื่อการระลึกถึงบุคคลผู้ที่ส่งมาให้
ความสำคัญของของที่ระลึกจึงไม่ใช่อยู่ที่ตัววัตถุ และการปฏิบัติไปตามความนิยมของคนทั่วไป แต่อยู่ที่มุมมอง และการให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ของแต่ละคน
บางครั้ง ผมส่งอีการ์ดสักฉบับหนึ่งไปให้เพื่อน ด้วยความรู้สึกดีๆ และระลึกถึงเขาอย่างจริงใจ แต่ในมุมมองของเขาอาจจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญสักเท่าไร อ่านผ่านๆ แล้วก็ลบทิ้งใน Recycle Bin ก็เป็นได้
ขณะที่กำลังจรดปากกาจะเขียนโปสการ์ด ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะเขียนถึงเพื่อนว่าอะไร เมื่อหันไปมองรูมเมทของผมที่ร่วมคณะทัวร์เดียวกัน ก็เห็นว่าเขากำลังง่วนเขียนโปสการ์ดอยู่บนเตียงเช่นกัน จึงถามเขาไปว่าเขียนส่งไปให้เพื่อนเหมือนกันใช่ไหม
เขาบอกว่าเปล่า เขียนส่งให้ตัวเองต่างหาก ผมเลยยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ว่ามีคนที่คิดส่งโปสการ์ดถึงตัวเองแบบนี้ด้วยหรือ
ท้ายที่สุด ผมก็เขียนลงไปแค่วัน เวลา และสถานที่ พร้อมทั้งลงชื่อกำกับเอาไว้แค่นั้น ผมไม่ได้รู้สึกถึง Human Touch อะไรเลย ในการส่งโปสการ์ดใบนี้ แต่สำหรับผู้รับจะรู้สึกอะไรหรือเปล่า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้รัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเพื่อนคนนี้ เพียงแต่ในมุมมองของผม การส่งโปสการ์ดไม่ได้มีความหมายอะไรเลย นอกไปจากการถูกร้องขอให้ปฏิบัติตามคนอื่นๆ
Human Touch ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กับการสื่อสารแบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน การสื่อสารไม่ว่าจะก้าวหน้าทันสมัยไปมากเท่าไร ก็ไม่มีวันที่มนุษย์เราจะสามารถสื่อสารกันได้ถึงหัวใจจริงๆ
..
ผ่านมาเจอบล็อกนี้เข้าโดยบังเอิญค่ะ (จากการเซิร์ชหาความหมายของคำว่า human touch)
ขอบอกว่าเราเป็นคนหนึ่งที่เขียนโปสการ์ดถึงตัวเอง เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเราได้ไปเยือนในที่นั้นๆ แล้ว พร้อมกับเขียนถึงเพื่อนๆ ที่คิดว่าเขาคงจะดีใจที่ได้รับโปสการ์ดจากเราค่ะ ถ้าเพื่อนคนไหนที่เรารู้ว่าส่งไปให้ก็คงไม่สนใจ เราก็ไม่ส่งค่ะ เปลืองเงิน :P
และเราก็ขอร้องแกมบังคับให้เพื่อนที่ไปเที่ยวในประเทศที่เราไม่เคยไปส่งโปสการ์ดมาให้เราเหมือนกัน :D เพราะว่าสะสมโปสการ์ดและถ้าเป็นประเทศที่ไม่เคยไป ไม่มีโอกาสได้ไป จะชอบมากเป็นพิเศษ 55+ แม้จะเข้าใจดีว่าจริงๆ แล้วเพื่อนไม่ได้อยากเขียนก็เถอะ แต่ว่าอยากได้ไว้ในคอลเลกชันน่ะค่ะ ^^