…
ภาพข่าวสาวไทยนับร้อยนับพันคน แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับทีมฟุตบอลอังกฤษ 2 ทีม ที่เข้ามาเตะโชว์กับทีมชาติไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้ผมนึกไปถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอมีแฟนเป็นฝรั่งซึ่งเจอกันทางอินเตอร์เน็ต
เพื่อนคนนี้บอกว่า ผู้ชายไทยเป็นพวกกดขี่ทางเพศ เอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ไม่สุภาพอ่อนโยน ขาดความโรแมนติก แตกต่างจากผู้ชายฝรั่งโดยสิ้นเชิง ฝรั่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างดี รักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้
เมื่อได้ฟังเธอพูดเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนกำลังโดนตำหนิแบบอ้อมๆ ด้วยการเหมารวมว่าผู้ชายไทยเลวเหมือนกันหมดทุกคน ในขณะเดียวกัน เธอก็กำลังเหมารวมว่าผู้ชายฝรั่งนั้นดีไปหมดทุกคน
คงจะด้วยเหตุนี้เองกระมัง เด็กสาวไทยนับร้อยนับพัน ถึงได้แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับนักฟุตบอลอังกฤษ ไม่ว่าโอเวนหรือเบคแฮมจะเลี้ยงบอลท่าไหน พวกเธอก็กรี๊ดเชียร์ได้ตลอดเวลา
เพื่อนของผมเล่าต่อว่า เธอนำชื่อ ประวัติ และรูปถ่าย ไปลงในเว็บจำพวก match maker แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเพียงแค่ 2-3 วัน เธอก็ได้รับอีเมล์จากหนุ่มฝรั่งมากถึงกว่า 100 ฉบับ แล้วเธอก็เลือกคนที่อีเมล์มาได้น่าสนใจที่สุด และส่งอีเมล์ตอบกลับไป
เธอเล่าไปพลาง ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พร้อมทั้งเปิดแมสเสจ SMS ข้อความหวานๆ ที่ฝรั่งคนนี้ส่งมาให้เป็นประจำ ให้ผมได้ลองอ่านดู
เมื่อผมได้ลองอ่านดูก็รู้สึกทึ่งจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงได้ขยันส่งแมสเสจมาให้เยอะขนาดนี้ ในกล่อง Inbox ของโทรศัพท์มือถือของเธอมีข้อความบันทึกไว้ 20-30 ข้อความ
ฝรั่งนั่นรายงานเธอตลอดเลย ว่า “จะเข้านอนแล้วนะที่รัก” หรือว่า “ตอนนี้กำลังนั่งง่วงอยู่ที่ออฟฟิศ” หรือว่า “ทานข้าวเย็นอยู่ใช่ไหมจ๊ะ ขอให้อร่อยๆ” อะไรทำนองนี้ แล้วก็มักจะทิ้งท้ายว่า “รักและคิดถึง” ไม่รู้ว่าฝรั่งคนนี้ทำงานอะไร ทำไมวันๆ ถึงได้มีเวลามานั่งส่งแมสเสจอะไรแบบนี้ได้
เธอเล่าให้ฟังว่า เขาทำงานเป็นผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ ให้กับบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกา ดังนั้นเขาจึงสามารถออนไลน์อินเตอร์เน็ตได้ตลอดทั้งวัน และก็ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือของเธอด้วยโปรแกรม ICQ
จริงๆ แล้วการส่งแมสเสจทาง ICQ ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไรเลย แค่พิมพ์ภาษาอังกฤษหวานๆ สัก 2-3 ประโยค แล้วก็กดปุ่ม Send แค่นี้ก็เรียบร้อย มันไม่สามารถบอกถึงความรักหรือความจริงใจอะไรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งคนนี้ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ และออนไลน์ทั้งวัน เขาก็แค่นั่งพิมพ์ๆ แล้วก็คลิ๊กๆ เม้าส์เท่านั้น
เพื่อนของผมเล่าต่อ ว่าเขาเคยส่งดอกไม้ช่อใหญ่มาให้ด้วย โดยที่มีอยู่วันหนึ่ง มีพนักงานจากร้านดอกไม้ หอบดอกไม้ช่อใหญ่มาส่งให้เธอถึงที่ออฟฟิศ พร้อมการ์ดอวยพรหวานๆ เป็นการเซอร์ไพร์สเธอสุดๆ เพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศของเธอต่างแห่กันมามุงดู และต่างก็ร่วมกันแซ่ซ้องสรรเสริญ ถึงความโรแมนติกและความเป็นสุภาพบุรุษของฝรั่งคนนี้
เธอบอกว่า “ดอกไม้ช่อใหญ่มากกกก…” ราคาไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท ราคาดอกไม้ช่อใหญ่ที่จะทำให้ผู้หญิงสักคนประทับใจ ราคาสูงถึง 1 ใน 5 ของเงินเดือนทั้งเดือนของคนไทยที่เป็นชนชั้นกลางทั่วไป ที่สามารถนำไปใช้เป็นค่าเช่าห้องพัก หรือค่าอาหารได้ทั้งเดือน
แต่ถ้าเทียบกับเงินเดือนของฝรั่งพวกนี้ ซึ่งคาดว่าคงมีเงินเดือนอย่างต่ำที่สุดก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 2,000-3,000 เหรียญ เพราะอย่างเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งทำงานอยู่ที่อเมริกา เขาจบปริญญาโทที่โน่น ก็ได้เงินเดือนประมาณนี้ คำนวนเป็นเงินไทยก็เอา 45 บาทคูณเข้าไป ก็จะรู้ว่าฝรั่งรวยกว่าผู้ชายไทยเห็นๆ
ผมก็เลยบอกเพื่อนผมไปว่า แค่ดอกไม้ราคา 2,000-3,000 บาท มันไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ความรักหรือความจริงใจใดๆ เลย เพราะเงินเท่านี้นับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนและค่าครองชีพของฝรั่งพวกนั้น เปรียบเหมือนผมซื้อดังกิ้นโดนัทชิ้นละ 10 กว่าบาท ไปให้กับเด็กยากจนในชนบท เขาก็คงมองว่ามันเป็นขนมที่สุดยอดแล้วสำหรับชีวิตของเขา
เพื่อนของผมเลยถามผมกลับมาว่า “ที่พูดแบบนี้ เพราะเธออิจฉาเขาใช่ไหมล่ะ?”
ใช่ ผมอิจฉาเขา ผมนึกในใจ แต่ไม่ได้พูดตอบเธอไป เพราะตอนนั้นคำถามนี้ของเธอแทงใจดำ จนผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งเงียบ
ผู้ชายไทยก็คือผู้ชายไทย ที่เกิดและเติบโตอยู่ในประเทศซึ่งได้รับคำนิยามจากตะวันตก ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศโลกที่สาม ที่จะต้องเร่งรุดพัฒนาและเจริญก้าวหน้าให้ได้แบบประเทศตะวันตก ทุกวันนี้เรากลายเป็นอย่างตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเปิดประเทศรับเอาผลกระทบทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เข้ามามากมาย
ในขณะที่ผู้ชายไทยก็ยังคงเป็นผู้ชายไทยอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้เปลือกนอกเขาจะแต่งชุดสูทสากล ถึงแม้เขาจะชอบเชียร์ฟุตบอลอังกฤษ ถึงแม้เขาจะดูหนังฝรั่งและกินแฮมเบอร์เกอร์ แต่ข้างในหัวสมองของเขาก็ยังคงเป็นผู้ชายไทย แบบที่ผู้หญิงไทยมักจะใช้คำเรียกว่าพวกที่ชอบกดขี่ทางเพศ ไม่สุภาพอ่อนโยน ไม่โรแมนติก ฯลฯ
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่เคยเห็นพ่อของผมส่งดอกไม้ให้แม่ ผมยังไม่เคยเห็นพ่อของผมกอดและจูบแม่ แต่ผมรู้อยู่แก่ใจเสมอว่าท่านทั้งสองรักกัน และอยู่ด้วยกันมา 40 กว่าปีแล้ว
เทียบกับครอบครัวและความรักแบบฝรั่ง ที่เห็นในหนังหลายเรื่อง ที่เขามักจะโรแมนติกกันสุดๆ มีการให้ดอกไม้ มีการฉลองวันเกิด มีการกอดจูบ มีความคิดเกี่ยวกับรักแท้ หรือ Soulmate ฯลฯ
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว สังคมอเมริกันทุกวันนี้ กลายเป็น Fatherless Society หรือ “สังคมลูกไม่มีพ่อ” ผู้หญิงจำนวนมากเป็น Single Mother หรือผู้หญิงที่หย่ากับสามีและเลี้ยงดูลูกด้วยตัวคนเดียว มีจำนวนเพิ่มขึ้น เด็กอเมริกันรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาโดยครอบครัวไม่ครบถ้วน
ความเจ็บป่วยทางสังคมเหล่านี้ เราคนไทยไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร สิ่งที่เราเห็นส่วนใหญ่ จะมาพร้อมกับหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ ทำให้เรามัวหลงอยู่กับแนวความคิดในเรื่องความรัก แบบที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลาง การล่าอาณานิคมในสมัยนี้ คงไม่ต้องใช้กำลังรุนแรงอีกแล้ว แต่เขาใช้การครอบงำทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแทน
ถึงแม้หนุ่มไทยจะเตะฟุตบอลสู้ฝรั่งไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าหนุ่มไทยจะต่ำต้อยกว่าฝรั่ง อีกทั้งถึงแม้หนุ่มไทยจะไม่ได้ส่งดอกไม้หรือส่ง SMS หวานๆ ให้กับคุณ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขารักคุณน้อยกว่าฝรั่ง
เพื่อนของผมบอกว่า ปลายปีนี้ แฟนฝรั่งของเธอจะส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เธอ เพื่อให้เธอเดินทางไปเที่ยวบ้านเขาในช่วงคริสต์มาส ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับอเมริกา อย่างน้อยๆ ก็ต้อง 40,000-50,000 บาท นั่นหมายถึงเงินเดือน 4-5 เดือนของชนชั้นกลางของเมืองไทยทีเดียว
รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ที่มีพิธีกรสาวไทยสองคน ไปสัมภาษณ์นักฟุตบอลอังกฤษทั้งทีม และตั้งคำถามในลักษณะเชื้อเชิญให้ฝรั่งเข้ามาจีบ เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ไทยในห้องส่งได้ตลอดเวลา แล้วปิดท้ายรายการด้วยการจูบแก้มกันตามธรรมเนียมฝรั่ง ทั้งๆ ที่กำลังจัดรายการอยู่ในประเทศไทย
มีนักฟุตบอลอังกฤษคนหนึ่ง นอกจากจะจูบแก้มเบาๆ ตามธรรมเนียม แต่เขาคว้าพิธีกรสาวไทยเข้าไปกอดเต็มๆ แต่เธอไม่ดิ้นรนเลย เธอยิ้มด้วยความดีใจด้วยซ้ำไป
สาวไทยคนอื่นๆ อีกนับร้อยนับพันในห้องส่ง ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันลั่นด้วยความอิจฉาพิธีกรสาวคนนั้น พวกเธอคงอยากถูกกอดแบบนั้นบ้าง
…
**หมายเหตุ
ชื่อบทความนี้ มาจากบทพูดตอนหนึ่งในหนังเรื่องมือปืน โลก/พระ/จัน
บทความนี้สะท้อนความคิด racism ที่แฝงอยู่ลึกๆ ในใจของผู้เขียนเอง
บทความนี้เขียนขึ้น 4-5 ปีก่อน ตอนที่ทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลมาเมืองไทย
เห็นด้วยครับผม
เก่าเก็บจริงๆ แต่เนื้อหลังก็ยังไม่ล้าสมับ
ขอแก้ครับ “เนื้อเรื่อง”
I’m Thai but had been in U.S. for many years before came back to Thailand last year.
The warning I got from my farang friend was “Be careful of Thai guys. They are playboys, not all but most of them.”
He is an American but very used to with Thailand more than I am.
What do you think?
Every county is filled with good and bad. I don’t say all farangs are good or all Thais are bad. But they are all the same. Human being!!
Thai ladies who get good farang husband speak out, but the others speechless.
Please understand and pity those ladies who so really adore farangs. They just live in a small world – their own world. Never see things out there and never try to.
ไทยนั้นรักสงบ แต่ถึงรบไม่ขาด(อิสระ)
Meud,
Why do you say Thai girls who love farang live in a small world? Yes they are the minority but when you say they never see things out there and never try to what are you referring to? They are looking beyond Thai borders and seeing things most Thai girls do not!
I can not read Thai but I’m worried that this blog post might be racist (with the title ‘I don’t like farang’). Anyway, I’ll just say a few things.
We all can be influenced, as human beings, by our environments, and the people within those environments. It feel it is up to the person to form his or her beliefs. Some people become products of their environments, others become products of their own virtue. To say ‘I don’t like Thais’ would be closing my mind to tons of wonderful, virtuous people who happen to be Thai. Just like saying ‘I don’t like farang’ would be closing my mind to many wonderful, virtuous people who happen to be Westerners.
Perhaps the people who close their minds from people different from them, deserve not to meet each due to their narrow-mindedness. With Thailand having such loose immigration, the country lets in some Farang who are not virtuous, who are low-life persons; perhaps this makes some Thais feel better about themselves, and strengthens their belief that they ‘dont like farang’. Such a shame.