…
ผมนั่งพิมพ์งานอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และรู้สึกอัศจรรย์ใจกับภาพที่ปรากฏอยู่บนจอ ในยามที่ลากเม้าส์ไปมาในทิศทางใดๆ ลูกศรเคอร์เซอร์บนหน้าจอก็เคลื่อนที่ตาม ในยามที่กดแป้นคีย์บอร์ดปุ่มใด ตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นตามนั้น
บางครั้ง การที่เราได้พบเห็นอะไรเป็นประจำ บ่อยจนคุ้นเคย ก็อาจจะทำให้มองข้ามความสลับซับซ้อน และความน่าสนใจของสิ่งนั้นไป โดยหลงคิดไปว่ามันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สามัญ หรือธรรมชาติของมันเป็นเช่นนั้นเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะสลับซับซ้อนกว่าที่เราจะสามารถมองและทำความเข้าใจเพียงผิวเผิน
หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง กล่าวคือเคอร์เซอร์กับเม้าส์ไม่ได้สัมพันธ์กันแบบผิวเผิน อย่างที่เราเห็นจนเคยชิน ว่าพอลากเม้าส์ไปทางซ้าย เคอร์เซอร์ก็เคลื่อนไปทางซ้าย
แต่การเคลื่อนไหวของเคอร์เซอร์ เกิดขึ้นจากการคำนวนบวกลบเลขฐานสองจำนวนนับล้านๆ ครั้งในเวลา 1 วินาที ที่ปฏิบัติการโดยแผงวงจรไฟฟ้าอันสลับซับซ้อน ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมทรงสูง สีขาวนวล ตั้งอยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์
มันน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ทั้งๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเลขฐานสองเลย และไม่ต้องรู้เรื่องแผงวงจรไฟฟ้าเลย แต่เราก็สามารถลากเม้าส์ให้เคอร์เซอร์ไปหยุด ณ ตำแหน่งที่ต้องการในจอได้
เปรียบเหมือนกับการพิมพ์สัมผัส สำหรับผู้ที่ฝึกฝนและมีทักษะในการพิมพ์ดีด เขาจะพิมพ์ได้รวดเร็วเท่าๆ กับการเขียนหนังสือเลยทีเดียว เพราะไม่จำเป็นต้องมองแป้นพิมพ์ ว่าตัวอักษรใดอยู่ตำแหน่งใด หลังจากที่เขาฝึกมาจนชำนาญ
เหมือนกับการขับรถ ผู้ที่ขับรถเป็นแล้ว ก็จะเหยียบครัชต์ คันเร่ง เบรค หรือเข้าเกียร์ ได้โดยอัตโนมัติ การทำงานของแขนและขา จะสัมพันธ์กับภาพที่เห็นจากหน้ารถ กระจกมองหลังและมองข้าง ถ้ามีอะไรมาตัดหน้ารถอย่างฉุกเฉิน เขาก็เหยียบเบรคได้ทันที โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดก่อน ว่าควรจะต้องทำอย่างไร
ในโลกเราทุกวันนี้ ทุกอย่างล้วนดูง่ายดาย และดูเป็นธรรมชาติที่สุด เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันรอบตัวเรา ก็ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปเช่นนี้เอง
การดำเนินชีวิตแบบนี้ มีส่วนดีตรงที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถสั่งสมความรู้ ทักษะ ความชำนาญ ในเรื่องต่างๆ ให้พอกพูนสูงขึ้น เพื่อที่จะให้สามารถมีความสะดวกสบาย ด้วยการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับความรู้ในระดับสูง โดยไม่มีความจำเป็นต้องเสียแรง เสียเวลาซ้ำๆ เพื่อมองย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของมัน
เราใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยที่เราไม่ต้องสร้างมันเอง ไม่ต้องเขียนโปรแกรม ไม่ต้องเรียนเลขฐานสอง ไม่ต้องรู้เรื่องวงจรไฟฟ้า เราพิมพ์ดีดได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องย้อนกลับมาดูแป้นตลอดเวลา เราขับรถได้ปลอดภัย โดยไม่ต้องหัดใหม่ทุกครั้งที่เข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย
ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์พังขึ้นมา เราก็สามารถส่งไปซ่อมโดยเสียเงินเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็หาซื้อเครื่องใหม่ไปเลย เพราะเดี๋ยวนี้ราคาถูกลงๆ ทุกวัน หรือถ้ารถยนต์เกิดรวนขึ้นมา ก็โทรแจ้ง จส.100 สักพักเดียวก็คงมีคนมาช่วย แล้วลากรถเข้าอู่ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องคิดอะไรมาก
การหันมาตั้งคำถามกับสิ่งที่คุ้นเคยรอบๆ ตัว ว่าสิ่งที่ดูปกติ ธรรมดา สามัญ และดูเหมือนเป็นธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า อาจจะต้องย้อนไปเรียนรู้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และต้องไปเรียนเครื่องยนต์กลไกภายในรถยนต์ด้วย เพื่อที่จะได้ไม่มองข้ามความซับซ้อนเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับคอมพิวเตอร์และรถยนต์ การมองมันอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะมันเป็นเพียงวัตถุสิ่งของนอกกาย ไม่มีชีวิตและจิตใจ แต่สำหรับสิ่งอื่นล่ะ
สำหรับบางสิ่ง ที่เรามีปัญหากับมัน แต่ไม่สามารถจะส่งมันไปซ่อมแซม เปลี่ยนแปลง บังคับให้มีสภาพที่เป็นไปดั่งใจเรา อีกทั้งเราไม่สามารถจะโยนมันทิ้งไปได้ เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า รถคันเก่า เราจะทำเช่นไรได้
ถ้าขืนมองมันอย่างผิวเผิน ก็มีแต่จะทำให้ปัญหานั้นดำรงอยู่ต่อไป หรือหนักหน่วงขึ้น ทุกวันนี้ เราอาจจะดำเนินชีวิตแบบมองผิวเผินกันมากเกินไป การเริ่มต้นตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และเรื่องราวรอบตัว การมองย้อนเรื่องที่ดูเหมือนเป็นปกติ ธรรมดา สามัญ จะทำให้เรามองเห็นโลกในมุมใหม่
…