<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>เรื่องของผมผู้ชายไม่เกี่ยว</title>
	<atom:link href="http://noneofebusiness.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://noneofebusiness.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 14 Feb 2008 01:00:05 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/2dc36d3b8cff288d9cc041cacbad63bd?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>เรื่องของผมผู้ชายไม่เกี่ยว</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>ฉลองวาเลนไทน์คนเดียว</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/14/%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/14/%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Feb 2008 01:00:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/14/%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	คุณเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว เมื่อนึกถึงเทศกาลวาเลนไทน์ที่กำลังใกล้เข้ามาหรือเปล่า? 
	เมื่อหันไปทางไหน ทุกหนทุกแห่งล้วนประดับประดาไปด้วยตุ๊กตากามเทพ ดอกกุหลาบสีแดงสด ชอคโกแลตกล่องใหญ่ การ์ดอวยพรรูปหัวใจ และยังมีแหวนทองคำขาวประดับเพชรซีกเล็กๆ ที่วางขายกันเกลื่อนศูนย์การค้า ภาพเหล่านี้กำลังทำให้คุณเวียนหัว 
	คนหนุ่มสาวรอบตัวคุณกำลังเตรียมซื้อของขวัญ และกระตือรือร้นสำหรับการออกเดทครั้งสำคัญ ในขณะที่คุณกำลังโสดสนิทอยู่เพียงคนเดียวในชั้นเรียนหรือในที่ทำงาน 
	โปรดระวังว่าความรู้สึกแบบนี้ ในช่วงเทศกาลครึกครื้นที่คนส่วนใหญ่กำลังมีความสุขกัน อาจจะค่อยๆ กัดกินคุณ และทำให้จิตใจคุณแย่ลงๆ 
	ข้อมูลจาก Depression Alliance องค์กรการกุศลที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าในประเทศอังกฤษ (http://www.depressionalliance.org/) ระบุว่าทุกๆ ปี ในช่วงวันเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและอารมณ์ อย่างเช่นเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ วาเลนไทน์ ฯลฯ จะมีคนโทรศัพท์เข้ามายังสายฮอตไลน์ขององค์กรมากขึ้นถึงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ซึมเศร้าของตนเอง 
	นอกจากนี้ คุณเชื่อไหมว่าในสังคมตะวันตก สถิติคดีฆ่าตัวตายในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เรื่อยไปจนถึงช่วงวันเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี 
	สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากเทศกาลเฉลิมฉลองเหล่านี้ มีผลกระทบต่อจิตใจของคนบางกลุ่ม ซึ่งจะหดหู่ ห่อเหี่ยว และรู้สึกตกต่ำลงกว่าปกติ นักจิตวิทยาของ Depression Alliance บอกว่ากลไกที่เทศกาลแห่งความสุขเหล่านี้ กระทำต่อจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ใช่การสร้างความสุขเพียงด้านเดียว 
	แต่ในความเป็นจริงแล้ว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=37&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	คุณเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว เมื่อนึกถึงเทศกาลวาเลนไทน์ที่กำลังใกล้เข้ามาหรือเปล่า? </p>
<p>	เมื่อหันไปทางไหน ทุกหนทุกแห่งล้วนประดับประดาไปด้วยตุ๊กตากามเทพ ดอกกุหลาบสีแดงสด ชอคโกแลตกล่องใหญ่ การ์ดอวยพรรูปหัวใจ และยังมีแหวนทองคำขาวประดับเพชรซีกเล็กๆ ที่วางขายกันเกลื่อนศูนย์การค้า ภาพเหล่านี้กำลังทำให้คุณเวียนหัว </p>
<p>	คนหนุ่มสาวรอบตัวคุณกำลังเตรียมซื้อของขวัญ และกระตือรือร้นสำหรับการออกเดทครั้งสำคัญ ในขณะที่คุณกำลังโสดสนิทอยู่เพียงคนเดียวในชั้นเรียนหรือในที่ทำงาน </p>
<p>	โปรดระวังว่าความรู้สึกแบบนี้ ในช่วงเทศกาลครึกครื้นที่คนส่วนใหญ่กำลังมีความสุขกัน อาจจะค่อยๆ กัดกินคุณ และทำให้จิตใจคุณแย่ลงๆ </p>
<p>	ข้อมูลจาก Depression Alliance องค์กรการกุศลที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าในประเทศอังกฤษ (http://www.depressionalliance.org/) ระบุว่าทุกๆ ปี ในช่วงวันเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและอารมณ์ อย่างเช่นเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ วาเลนไทน์ ฯลฯ จะมีคนโทรศัพท์เข้ามายังสายฮอตไลน์ขององค์กรมากขึ้นถึงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ซึมเศร้าของตนเอง </p>
<p>	นอกจากนี้ คุณเชื่อไหมว่าในสังคมตะวันตก สถิติคดีฆ่าตัวตายในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เรื่อยไปจนถึงช่วงวันเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นของปี </p>
<p>	สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากเทศกาลเฉลิมฉลองเหล่านี้ มีผลกระทบต่อจิตใจของคนบางกลุ่ม ซึ่งจะหดหู่ ห่อเหี่ยว และรู้สึกตกต่ำลงกว่าปกติ นักจิตวิทยาของ Depression Alliance บอกว่ากลไกที่เทศกาลแห่งความสุขเหล่านี้ กระทำต่อจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ใช่การสร้างความสุขเพียงด้านเดียว </p>
<p>	แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันยังทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกเครียด เพราะมันเป็นช่วงเวลาพิเศษที่อยู่นอกเหนือจากวันปกติ ผู้คนจึงต้องปรับตัวอย่างฉับพลัน และดิ้นรนให้ตนเองสอดคล้องเข้ากับแนวความคิดหลักที่ครอบคลุมเทศกาลเหล่านี้อยู่ </p>
<p>	ตัวอย่างเช่นในเทศกาลคริสต์มาส มีแนวความคิดหลักเกี่ยวกับครอบครัวอบอุ่น การมารับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันในบ้าน มีต้นคริสต์มาส มีเตาผิงอุ่นๆ มีกล่องของขวัญวางอยู่เกลื่อนกลาด แนวความคิดแบบนี้เป็นอุดมคติ และไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับทุกคน </p>
<p>	ส่งผลให้บรรดาคนโฮมเลส เด็กกำพร้าหรือคนชราในสถานรับเลี้ยง หรือสมาชิกในครอบครัวที่มีเพียงพ่อหรือแม่เลี้ยงดูลูกคนเดียว ก็จะมีความรู้สึกเครียดขึ้นมา สำหรับบางคนเมื่อเกิดความเครียดนี้แล้ว และไม่สามารถแก้ไขได้ จนต้องจมอยู่กับมันเป็นเวลานานๆ หลายปีติดต่อกัน ก็ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า อาการแบบนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จนมีคำเรียกมันว่า Christmas Depression </p>
<p>	ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมในช่วงเทศกาลเหล่านี้ เงินทองจะไหลเวียนสะพัด และผู้คนส่วนใหญ่ออกไปช็อปปิ้งและเลี้ยงฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง เพราะนอกจากว่าเรากำลังพยายามแสดงออกว่ามีความสุขแล้ว เราต่างก็ต้องการระบายความเครียดและหดหู่ในช่วงเวลานี้ ด้วยการหนีออกจากความเป็นจริงของชีวิตไปสักชั่วคราว </p>
<p>	ย้อนกลับมาที่เรื่องของเราดีกว่า วันวาเลนไทน์ก็เป็นเช่นเดียวกันกับวันคริสต์มาสนั่นเอง แนวความคิดหลักของวันนี้เกี่ยวข้องกับความรักแบบโรแมนติก การส่งการ์ดรูปหัวใจ ช่อดอกไม้ การไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน จิบไวน์ มอบแหวนเพชรเลอค่า และปิดท้ายด้วยการเมคเลิฟกันหน้าเตาผิง </p>
<p>	ดังนั้น สำหรับคนโสด คนที่อกหักผิดหวังจากความรัก คนที่เพิ่งหย่าร้าง คู่รักเพิ่งจะตายจากไป หรือในเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงการปรับตัวเข้ากับเพื่อนต่างเพศ ที่ยังไม่สามารถจะดำเนินชีวิตในวันนี้ได้ตามแนวความคิดในอุดมคตินี้ ก็จะเกิดความเครียด และบางคนเครียดแบบสะสม เรื้อรังมานาน จนมีอาการซึมเศร้า เราเรียกอาการนี้ว่า Valentine&#8217;s Depression  </p>
<p>	วิธีแก้อาการ Valentine&#8217;s Day depression นั้นง่ายกว่าการรักษาอาการ Depression หรือโรคซึมเศร้า ซึ่งต้องไปปรึกษาจิตแพทย์และทานยาอย่างสม่ำเสมอนานเป็นปี Valentine&#8217;s Day depression นั้น เพียงแค่คุณรักษาเนื้อรักษาตัว และรักษาจิตใจตนเอง รอเวลาให้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลนี้ไป หลักสำคัญก็คืออย่าอยู่คนเดียว หรือถ้าต้องอยู่คนเดียว ก็ต้องหากิจกรรมอะไรที่มีคุณค่าทำไปเรื่อยๆ ง่ายดาย </p>
<p>	วันวาเลนไทน์ก็เหมือนกับวันเทศกาลอื่นๆ นั่นแหละ คริสต์มาส ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง วันแม่ ฯลฯ และวันเทศกาลเหล่านี้จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวันอื่นๆ ของปีเลย คือในที่สุด มันจะต้องเลยผ่านไป </p>
<p>	ค่ำคืนของเทศกาลแห่งความรักอันยาวนานและน่าหดหู่นี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป อีกประเดี๋ยวก็จะเช้าแล้ว เมื่อถึงเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม การ์ดรูปหัวใจ ช่อดอกไม้ กล่องชอคโกแลตเหล่านั้น ก็จะหายไป คุณเคยฟังเพลง &#8220;คืนอันเป็นนิรันดร์&#8221; จากหนังเรื่อง รักแห่งสยาม หรือเปล่า? นั่นแหละ! สัจธรรมของโลกและชีวิต </p>
<p>	และเพื่อจะได้ข้ามผ่านคืนที่ดูเหมือนว่าจะยาวนานราวกับเป็นนิรันดร์นี้ไปได้แบบราบรื่น รวบรัด รวดเร็ว เรามีข้อเสนอแนะให้คุณ 8 ประการดังต่อไปนี้ </p>
<p>	1. อย่าเสียใจเพราะคิดว่าคุณคือคนเดียวที่ผิดปกติหรือกำลังเศร้าในเวลานี้ ขอบอกว่ายังมีคนแบบคุณอีกเยอะเลย เพียงแต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้แสดงตัว หรือไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านทางหน้าจอทีวีเท่านั้นเอง มีคนมากถึง 1 ใน 10 ที่มองวันเทศกาลเหล่านี้ในแง่ลบ อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่มีคู่รักออกไปฉลองกินดื่มในค่ำคืนนี้ คุณก็อย่าหงุดหงิด ซึมเศร้า หรือมองโลกในแง่ลบเลย คุณก็คือคุณ คุณค่าของตัวคุณอยู่ที่ตัวคุณเอง ไม่ได้อยู่ที่คู่รักของคุณ จริงไหมล่ะ? </p>
<p>	2. อย่ามองย้อนกลับไปยังอดีต ว่าคือชีวิตที่ผ่านมาคือความผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่ควรมองว่ามันคือประสบการณ์อันมีค่า คนที่กำลังควงคู่รักไปเลี้ยงฉลองวันเทศกาลกันในตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็เคยผิดหวัง อกหัก และมีอดีตที่น่าเศร้ามาแล้วทั้งนั้นแหละ ถึงแม้ปีนี้คุณจะอยู่คนเดียว แต่คงจะไม่ใช่ในปีหน้าหรือปีถัดๆ ไป </p>
<p>	3. ทำสิ่งที่คุณอยากทำ และไม่มีโอกาสได้ทำในวันวาเลนไทน์ตอนสมัยที่ยังมีคนรักอยู่ เช่นสำหรับผู้ชาย คุณอาจจะเช่าดีวีดีหนังแอคชั่นระเบิดเถิดเทิง หรือหนังสยองขวัญเลือดสาดตามที่ใจต้องการ (ควรหลีกเลี่ยงหนังโรแมนติคคอเมดี้ทั้งหลาย หนังดราม่าเคร้าน้ำตา อย่าง The Notebook, Love Letter และหนังอาร์ทที่เรียกอารมณ์เหงา อย่าง Chungking Express) </p>
<p>	4. สำหรับผู้หญิง คุณอาจจะเลือกไปทำสปา นวดหน้า ทำเล็บ ในร้านที่คุณมีคูปองลดราคาเก็บไว้มานานแสนนาน แต่ยังไม่มีโอกาสไปใช้สิทธิเสียที เมื่อคุณไปถึงร้าน คุณอาจจะแปลกใจว่าทำไมในวันนี้ ร้านเหล่านี้มีคนเข้าไปใช้บริการ คับคั่งพอๆ กับภัตตาคารและผับเลยหละ! ส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนคุณนั่นแหละ </p>
<p>	5. วันวาเลนไทน์ไม่ได้กินความหมายเฉพาะความรักของคนหนุ่มสาวเท่านั้น ดังนั้นอันดับแรกสุด จงหมุนโทรศัพท์ไปทักทายพ่อแม่ของคุณ เชื่อสิ! ว่าตอนนี้พวกท่านกำลังเหงา และอาจจะกำลังเอาภาพถ่ายในงานเลี้ยงวันปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมา มานั่งเปิดดูกันและบ่นคิดถึงลูกๆ กันอยู่ </p>
<p>	6. หลังจากนั้นก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนฝูงที่ยังโสดเหมือนคุณ หรือคนที่เพิ่งเลิกกับแฟน หรือเพิ่งหย่าร้าง แล้วชวนพวกเขาคุยสัพเพเหระ และแสดงความรักความปรารถนาดีต่อคนใกล้ชิดที่คุณเคยหลงลืมเขาตอนที่กำลังมีคนรัก </p>
<p>	7. นัดบรรดาเพื่อนโสดของคุณมาจัดปาร์ตี้กันที่บ้าน ก็ถือเป็นไอเดียที่ไม่เลว คุณอาจจะได้พบมิตรภาพที่แน่นแฟ้น หรืออาจจะได้พบคนที่ถูกใจคนใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนัดเพื่อนของคุณออกไปกินเหล้ากันข้างนอก เพราะการไปอยู่ในภัตตาคารหรือผับหรูๆ ในคืนวันวาเลนไทน์ แล้วได้ไปเห็นภาพคู่รักหวานชื่นล้อมรอบตัว อาจจะทำให้คุณกับเพื่อนดื่มเพลินจนเกินลิมิต </p>
<p>	8. ในต่างประเทศ มีองค์กรการกุศลหลายแห่งชอบจัดงานกิจกรรมอาสาสมัครในวันวาเลนไทน์ แต่สำหรับในเมืองไทยเราคงไม่ค่อยมีงานกิจกรรมในวันนี้มากนัก เรามักจะเน้นไปที่วันปีใหม่และสงกรานต์เสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การได้ไปร่วมทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือคนอื่น ในวันแห่งความรักหรือในวันเทศกาลใดๆ ก็ตาม ถือเป็นการแปลความรู้สึกด้านลบภายในใจ ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ดีที่สุด </p>
<p>	คุณคงไม่รู้หรอก ว่าในความเป็นจริง วันวาเลนไทน์ไม่ได้ทำให้คู่รักหวานแหววทุกคู่ มีความสุขตามอุดมคติเรื่องความรักเสมอไป </p>
<p>	การออกเดทและการไปดินเนอร์เพื่อฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ ถือเป็นงานอีเวนต์ใหญ่ประจำปีสำหรับคู่รัก ที่จะได้เรียนรู้ไลฟ์สไตล์ รสนิยม ความคิด ความเชื่อ และพิจารณาความเหมาะสมของกันและกัน ดังนั้น วันวาเลนไทน์มักจะเป็นวันที่คู่รักจำนวนมากได้เรียนรู้ ว่าอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่ใช่คนในฝันของตนอีกต่อไป </p>
<p>	ผู้หญิงหลายคนรู้สึกว่าฝ่ายชายไม่โรแมนติกมากอย่างที่ตนหวัง ส่วนผู้ชายหลายคนก็รู้สึกว่าฝ่ายหญิงเรียกร้องมากเกินไป เป็นต้น </p>
<p>	วันวาเลนไทน์แบบนี้ค่อนข้างวนเวียนซ้ำซาก และเรื่องราวความรักแบบนี้ก็ค่อนข้างน่าเบื่อ เราต่างก็เคยผ่านมันมาปีแล้วปีเล่า คนแล้วคนเล่า เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันมามากแล้ว </p>
<p>	ดังนั้น สำหรับในวันวาเลนไทน์ที่ไร้คู่รักในปีนี้ จะว่าไปแล้ว ถึงแม้จะหดหู่และเหงาหงอย แต่มันก็ให้บทเรียนเรื่องความรักบทใหม่กับเราได้เป็นอย่างดี เพราะในปีที่ผ่านๆ มา คุณอาจจะมองความรักว่ามีอยู่เพียงแค่มุมเดียว คือความรักโรแมนติกของคนหนุ่มสาว แต่ในปีนี้ คุณจะได้มองความรักที่ซับซ้อนและหลากหลายขึ้น </p>
<p>	คุณได้อยู่กับตัวเอง ได้คุยกับพ่อแม่ ได้ปาร์ตี้กับเพื่อน ได้ทำเพื่อตัวเอง และได้ไปทำงานอาสาสมัครการกุศลเพื่อคนอื่น </p>
<p>	นั่นเท่ากับคำว่า &#8220;ความรัก&#8221; ของคุณในวันแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ปีนี้ ได้แผ่ขยายให้กว้างออกไปสู่ผู้คนมากมาย ตั้งแต่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ไปจนถึงมนุษยชาติ และความรักของคุณยังได้ดำดิ่งลึกลงไปในจิตใจ แล้วคุณจะรู้ว่าความรักที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การฉลอง งานอีเวนต์ การช็อปปิ้ง หรือการไปดินเนอร์ อย่างปีที่ผ่านมา </p>
<p>&#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/37/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/37/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/37/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=37&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/14/%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เธอคงแปลกใจ ในสิ่งที่เธอเห็น</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/02/lux/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/02/lux/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Feb 2008 02:59:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/02/lux/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	“เธอคงแปลกใจ ในสิ่งที่เธอเห็น อีกคนที่ฉันเป็น อีกใจที่ฉันมี…นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น เป็นเหมือนดั่งอีกคน…”
	เสียงขับกล่อมอันรื่นรมย์นี้ มาพร้อมกับภาพของหญิงสาวนิรนามผู้หนึ่ง ที่กำลังเอนกายอยู่ในอ่างอาบน้ำ กลางห้องน้ำสุดหรู ก่อนที่จะเปิดเผยตนในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาว่า หญิงสาวนิรนามผู้นั้น คือ แอน ทองประสม เธออยู่ตามลำพัง กำลังมีความสุขกับการอาบน้ำและฝึกซ้อมร้องเพลง 
	โดยทั่วไปแล้วกิจกรรมที่เราทำในห้องน้ำเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้ประกอบกิจกรรมมักอยู่ตามลำพัง ห้องน้ำจึงเป็นพื้นที่ส่วนตัวทั้งในแง่ของหน้าที่และความหมาย แต่มายาของโฆษณาได้นำโลกส่วนตัวและกิจกรรมส่วนตัวมาเปิดเผยต่อโลกสาธารณะ ผ่านจอสี่เหลี่ยมโทรทัศน์อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจและแนบเนียน 
	เราจึงได้เห็นแอนนอนแช่กายอยู่ในอ่างอาบน้ำ ได้เห็นมาช่าลูบไล้แผ่นหลังของเธอขณะอาบน้ำในโฆษณาลักซ์ เราจึงได้เห็นชายหนุ่มช่วยลูบไล้โลชั่นให้สุนิสา เจ็ท ที่เอนกายอย่างรัญจวนใจอยู่ในอ่างอาบน้ำในโฆษณา Ideal เราจึงได้เห็นครอบครัวของแซม ยุรนันท์ สระผมให้กันอย่างมีความสุขในห้องน้ำของโฆษณายาสระผมแฟซ่า 
	ความหมายของฉากห้องน้ำ ไม่ได้ไร้เดียงสา ว่าเขาจะขายสบู่ เขาจึงใช้ฉากอาบน้ำในห้องน้ำ เขาจะขายยาสระผม เขาจึงใช้ฉากสระผมในห้องน้ำ แต่ฉากที่เป็นห้องน้ำ แทนความหมายของพื้นที่ส่วนตัว และการอาบน้ำ ก็แทนความหมายของกิจกรรมส่วนตัว ที่ทำในพื้นที่ส่วนตัว 
	เมื่อมองลึกลงไปกว่านั้น โฆษณานำโลกส่วนตัวหรือกิจกรรมส่วนตัวของผู้อื่นมาเสนอให้เห็น เพื่อกระตุกสัญชาตญาณทางเพศที่ถูกเก็บซ่อนไว้ ให้ได้มีโอกาสออกมาสร้างความสำราญด้วยการจ้องมอง เป็นความสุขของการอำนาจมองผู้อื่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น เป็นความปรารถนาที่ได้ทดแทนด้วยการแอบมองสิ่งต้องห้าม ของส่วนตัว และกิจกรรมส่วนตัวของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้อื่น” ที่กำลังถูกแอบมองอยู่นี้ ไม่ใช่คนธรรมดา แต่มีความหมายของบุคคลพิเศษ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=36&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	“เธอคงแปลกใจ ในสิ่งที่เธอเห็น อีกคนที่ฉันเป็น อีกใจที่ฉันมี…นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น เป็นเหมือนดั่งอีกคน…”</p>
<p>	เสียงขับกล่อมอันรื่นรมย์นี้ มาพร้อมกับภาพของหญิงสาวนิรนามผู้หนึ่ง ที่กำลังเอนกายอยู่ในอ่างอาบน้ำ กลางห้องน้ำสุดหรู ก่อนที่จะเปิดเผยตนในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาว่า หญิงสาวนิรนามผู้นั้น คือ แอน ทองประสม เธออยู่ตามลำพัง กำลังมีความสุขกับการอาบน้ำและฝึกซ้อมร้องเพลง </p>
<p>	โดยทั่วไปแล้วกิจกรรมที่เราทำในห้องน้ำเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้ประกอบกิจกรรมมักอยู่ตามลำพัง ห้องน้ำจึงเป็นพื้นที่ส่วนตัวทั้งในแง่ของหน้าที่และความหมาย แต่มายาของโฆษณาได้นำโลกส่วนตัวและกิจกรรมส่วนตัวมาเปิดเผยต่อโลกสาธารณะ ผ่านจอสี่เหลี่ยมโทรทัศน์อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจและแนบเนียน </p>
<p>	เราจึงได้เห็นแอนนอนแช่กายอยู่ในอ่างอาบน้ำ ได้เห็นมาช่าลูบไล้แผ่นหลังของเธอขณะอาบน้ำในโฆษณาลักซ์ เราจึงได้เห็นชายหนุ่มช่วยลูบไล้โลชั่นให้สุนิสา เจ็ท ที่เอนกายอย่างรัญจวนใจอยู่ในอ่างอาบน้ำในโฆษณา Ideal เราจึงได้เห็นครอบครัวของแซม ยุรนันท์ สระผมให้กันอย่างมีความสุขในห้องน้ำของโฆษณายาสระผมแฟซ่า </p>
<p>	ความหมายของฉากห้องน้ำ ไม่ได้ไร้เดียงสา ว่าเขาจะขายสบู่ เขาจึงใช้ฉากอาบน้ำในห้องน้ำ เขาจะขายยาสระผม เขาจึงใช้ฉากสระผมในห้องน้ำ แต่ฉากที่เป็นห้องน้ำ แทนความหมายของพื้นที่ส่วนตัว และการอาบน้ำ ก็แทนความหมายของกิจกรรมส่วนตัว ที่ทำในพื้นที่ส่วนตัว </p>
<p>	เมื่อมองลึกลงไปกว่านั้น โฆษณานำโลกส่วนตัวหรือกิจกรรมส่วนตัวของผู้อื่นมาเสนอให้เห็น เพื่อกระตุกสัญชาตญาณทางเพศที่ถูกเก็บซ่อนไว้ ให้ได้มีโอกาสออกมาสร้างความสำราญด้วยการจ้องมอง เป็นความสุขของการอำนาจมองผู้อื่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น เป็นความปรารถนาที่ได้ทดแทนด้วยการแอบมองสิ่งต้องห้าม ของส่วนตัว และกิจกรรมส่วนตัวของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้อื่น” ที่กำลังถูกแอบมองอยู่นี้ ไม่ใช่คนธรรมดา แต่มีความหมายของบุคคลพิเศษ ที่เป็นภาพตัวแทนของนางเอก และความงาม </p>
<p>	ความลักลั่นของพื้นที่ส่วนตัวในโฆษณา คือ ผู้ที่ถูกแอบมองหรือเป้าหมายของการจ้องมองรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังถูกแอบมองอยู่ มุมกล้องเล่นซ่อนแอบกับผู้ชม นำเสนอภาพเจาะลึกเฉพาะบางส่วนของหญิงสาวนิรนาม แผ่นหลังบ้าง หัวไหล่บ้าง ท่อนแขนบ้าง ให้เป็นปริศนาว่า เจ้าของเสียงเพลงนั้นเป็นใครกันแน่ เมื่อถึงจุดหนึ่ง หญิงสาวนิรนามก็เปิดเผยในหน้าของตน พร้อมกับกล่าวทักทายผู้แอบมองว่า “นึกไม่ถึงใช่มั้ยคะ ว่าเป็นแอน” เป็นการยุติการแอบมอง </p>
<p>	ภายนอกโลกของโฆษณา ถ้าพื้นที่ส่วนตัวถูกรุกราน หรือกิจกรรมส่วนตัวถูกลอบมองด้วยคนแปลกหน้าเช่นนี้ คงไม่มีใครหันไปทักทายและยิ้มหวานให้คนที่ล่วงล้ำเข้ามา แต่มายาของโฆษณาทำให้การบุกรุกดูเป็นธรรมชาติและแนบเนียน อีกทั้งผู้ถูกแอบมองก็ดูมีความสุขจากการเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง </p>
<p>	นี่เป็นเกมของอำนาจที่แย่งชิงกันไปมาระหว่างสองฝ่าย ผู้ชมใช้อำนาจผ่านการเสพย์ภาพสงวนต้องห้าม ส่วนเป้าหมายของการมองก็รู้สึกถึงอำนาจของตน ที่ได้เป็นเป้าหมายของความปรารถนา และสะกดให้ผู้อื่นต้องมาจ้องมอง ราวกับว่าทั้งผู้มองและผู้ถูกมอง ต่างก็มีอำนาจและได้รับความสุขสมจากกิจกรรมการจ้องมองนี้ </p>
<p>	ในโฆษณาที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของการดำเนินเรื่อง มักโปรดปรานการเล่นเกมของอำนาจและการจ้องมอง โดยนำเสนอภาพหญิงสาวผู้มีใจปรารถนาเป็นเป้าหมายของการมอง และมีอำนาจสามารถกำกับสายตาของผู้อื่นได้ เช่นในโฆษณาแบรนด์สารสกัดจากพริกและชาเขียว สาวหุ่นเพรียวในชุดทำงานทันสมัยสีดำ ยืนทำท่าขบคิดเรื่องงานอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอ จนชายหนุ่มเพื่อนร่วมงานทั้งหลายต้องขาสั่น อ่อนปวกเปียกไม่เป็นอันทำงาน เมื่อได้แลเห็นเรือนร่างของเธออันเป็น “อาหารตา” ที่ทำลายพละกำลังของชายหนุ่มทั้งมวล </p>
<p>	เพื่อนบ้านสาวสองคน ใช้กล้องส่องทางไกลเป็นเครื่องมือช่วยขยายความสามารถในการมอง เพื่อเข้าไปล้วงความลับว่าสาวสวยหุ่นงามที่อยู่อพาร์ทเมนต์ตรงกันข้ามนั้น มีเคล็ดลับความงามอะไร แล้วสาวสอดเห็นสองคนก็พบว่า เคล็ดลับความงามของเพื่อนบ้านของเธอ คือการดื่มสารสกัดพรุนวีต้านั่นเอง นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อำนาจของการเป็นเป้าหมายการจ้องมอง ไม่ได้มีไว้สำหรับควบคุมเพศตรงข้ามเท่านั้น แม้แต่เพศเดียวกันยังต้องสยบยอมต่ออำนาจของเธอผู้นั้น </p>
<p>	ในโฆษณา Olay Total Effect ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเล่นเกมต่อไพ่รูปพีรามิดกัน แต่ทั้งคู่ไม่ได้จดจ่อและใช้สมาธิกับเกมต่อไพ่ แต่กลับเป็นการเล่นเกมของอำนาจและการจ้องมอง หญิงสาวไม่เพียงแต่จงใจเป็นเป้าหมายของการจ้องมองของเพศตรงข้ามที่นั่งอยู่ตรงข้ามเท่านั้น แต่ยังใช้สายตาอันทรงพลังของเธอมองไปที่ชายหนุ่ม แสดงถึงอำนาจของความงาม ที่ทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นต้องเสียสมาธิ จนพ่ายแพ้ไปในเกมการต่อไพ่ และเกมของอำนาจในที่สุด </p>
<p>	ในโฆษณา C’Care UV body lotion ยิ่งตอกย้ำถึงอำนาจของการเป็นเป้าหมายของการจ้องมองของผู้หญิงอย่างจงใจ สาวน้อยหุ่นงามในชุดสีส้ม รถติดอยู่ท่ามกลางไอแดดอันร้อนระอุ จะทำอย่างไรถึงจะออกจากสถานการณ์นี้ แล้วหลังคารถเปิดประทุนของเธอก็เปิดออก เผยให้เห็นผิวสาวที่กล้าท้าทายไอแดด ที่แผดเผาผิวของเธอให้ไหม้เกรียมได้ ชายหนุ่มทั้งหลายในรถที่รายล้อมเธออยู่นั้น เมื่อได้เห็นพลังของความงามของเธอ ดังต้องมนตร์ชายหนุ่มต่างพร้อมใจกันเข็นรถเปิดทางออกให้เธอได้แล่นจากไป หญิงสาวกระหยิ่มใจในอำนาจ “ผิวสวยก็มีทางออกเสมอ” ของเธอ ถึงแม้ว่า ก่อนหน้านั้นเธอจะถูกกล้องโลมเลียผิวกายตั้งแต่ต้นขาลงมาแล้วก็ตาม </p>
<p>	ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคน สามารถเป็นเป้าหมายของการจ้องมองอย่างผู้ชนะเสมอไป ในโลกของโฆษณาอนุญาตให้เฉพาะผู้หญิงที่มีใบหน้าและรูปร่างสวยงามเท่านั้น ที่สามารถเล่นเกมของอำนาจนี้ได้อย่างเป็นผู้ชนะ </p>
<p>	ในโฆษณา Red Bull สาวน้อยหุ่นงามเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามหนุ่มน้อยผู้หนึ่งในโบกี้รถไฟ ความปรารถนาที่จะเป็นเป้าหมายของการจ้องมองของเธอ เผยออกมาอย่างจงใจ ทั้งเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ การขยับเรือนร่างให้ตกอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเป้าสายตา อีกทั้งแววตาที่เชิญชวนในมอง แต่โฆษณานี้นำเสนอภาพใบหน้าของเธอให้เป็นแบบไม่เป็นที่พึงปรารถนาของหนุ่มน้อยในโฆษณา จนทำให้เธอไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่สามารถเป็นเป้าหมายของการจ้องมองที่สุขสมดังใจ อำนาจของการเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง กลับตกไปอยู่ที่กระป๋อง Red Bull หนุ่มน้อยเลือกมองกระป๋องเครื่องดื่มชูกำลัง ยังดีเสียกว่าต้องมองใบหน้าของเธอ </p>
<p>	เมื่อเปรียบเทียบกับหญิงสาวคนอื่นในโฆษณาชิ้นอื่นๆ แอนในโฆษณาลักซ์ไม่ได้แสดงอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นไปอย่างแนบเนียน ถึงแม้ว่าในช่วงต้นของโฆษณา แอนจะอยู่ตามลำพังในพื้นที่ส่วนตัว แต่ในช่วงหลังของโฆษณา แอนได้ไปปรากฏตัวอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต พร้อมกับเปล่งเสียงร้องอย่างทรงพลังต่อหน้าผู้ชมว่า “นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น” </p>
<p>	ความเป็นที่สุดของการเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง คือ ความสามารถในการตรึงสายตา “ผู้อื่น” จำนวนมากในพื้นที่สาธารณะได้ เวทีคอนเสิร์ตถูกจัดให้เป็นพื้นที่แสดงพลังอันนี้ ความมืดภายในห้องแสดงคอนเสิร์ตยิ่งขับให้แอนท่ามกลางแสงไฟบนเวที โดดเด่นและเป็นจุดศูนย์กลาง อีกทั้งเสียงร้อง “นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น” ยิ่งช่วยตอกย้ำอำนาจของ “ฉัน” ผู้มีตัวตนที่มีคุณค่าคู่ควรต่อการปรากฏในพื้นที่สาธารณะ และเป็นเป้าหมายของการจ้องมอง </p>
<p>	คำถาม คือ แอน เป็นผู้มีอำนาจในเกมของอำนาจนี้ จริงหรือ? </p>
<p>	ความแนบเนียนของมายาโลกโฆษณา จัดวางให้อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะก้าวข้ามจากพื้นที่ส่วนตัวไปสู่พื้นที่สาธารณะพร้อมกับประกาศก้องว่า “นี่คือ ฉัน ที่อยากให้เธอเห็น” ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการใช้สบู่ลักซ์เสียก่อน แล้วจึงจะรู้สึกได้ถึง “อีกคนที่ฉันเป็น อีกใจที่ฉันมี…เป็นเหมือนดั่งอีกคน…” </p>
<p>	การอาบน้ำ คือ การประกอบพิธีกรรม พื้นที่ส่วนตัวในห้องน้ำ คือ สถานที่ประกอบพิธีกรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม คือ สบู่ลักซ์ เป้าหมายของพิธีกรรม คือ การเปลี่ยนผ่านจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง เป้าหมายของการอาบน้ำนี้ คือ การเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ส่วนตัว ไปสู่พื้นที่สาธารณะพร้อมกับตัวตนใหม่อันเป็นที่พึงปรารถนา </p>
<p>	ความหมาย คือ “เธอที่ฉันอยากให้เห็น” นี้ ถ้าต้องการดำรงอยู่ในพื้นที่สาธารณะได้อย่างมีตัวตน และเป็นเป้าหมายของการจ้องมองที่พึงปรารถนา จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมนี้ จำเป็นต้องอาบน้ำด้วยสบู่ลักซ์ก้อนเขียวก้อนนี้ และ “เธอที่ฉันอยากให้เห็น” ถ้าคิดว่าพิธีกรรมนี้ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์เพียงพอ สามารถส่งฉลากผลิตภัณฑ์ไปชิงโชคชุดตบแต่งห้องน้ำสุดหรูแบบเดียวกับในโฆษณา ให้ไปเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในโลกจริงภายนอกโฆษณาได้อีกด้วย </p>
<p>	“เธอที่ฉันอยากให้เห็น” คือ ใครกัน? ระหว่าง ผู้ชายที่สุขสมจากการได้แอบมองโลกส่วนตัวของแอน หรือผู้หญิงที่ไม่สุขสมจากการได้มองโลกสาธารณะของแอนที่ตนไม่มีวันไปถึง </p>
<p>	เราตระหนักรู้ถึงตัวตนของเราเองได้จากการส่องกระจก แต่กระจกที่เราส่องอยู่ทุกวันกลับเป็นกระจกบนหน้าจอโทรทัศน์ ตัวตนที่เราเห็นในกระจกมายานี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา แต่กลับเป็นตัวตนที่เราใฝ่หาและปรารถนาอยากจะเป็น </p>
<p>	ความปรารถนาที่ได้รับแรงผลักมาจาก “ความขาด” “ความขาด”ที่ไม่มีวันจะได้เติมเต็ม สิ่งที่โลกโฆษณาสร้าง ก็คือตัวตนแห่งมายาที่จะนำไปสู่การทดแทน “ความขาด” นั้น แต่มายา ก็คือ มายา </p>
<p>	มายาของโลกโฆษณา ไม่ได้หลอกล่ออยู่เฉพาะแต่ในโลกโฆษณา เป้าหมายของมายาของโลกโฆษณาคือการเข้าไปครอบครองโลกภายนอกโฆษณา </p>
<p>	เธอกับฉันต่างก็วนเวียนอยู่ในมายาที่มองไม่เห็นนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด ขอให้ เธอจงแปลกใจ ในสิ่งที่เธอ &#8220;ไม่&#8221; เห็น.</p>
<p>&#8230;</p>
<p>โกสุม โอมพรนุวัฒน์ </p>
<p>แนวความคิดบางส่วนจาก<br />
	Mulvey, Laura (1989). “Visual Pleasure and Narrative Cinema”. In Visual and Other Pleasures. Hong Kong: Indiana University Press.<br />
	Stacy, Jackie (1994) Hollywood Cinema and Female Spectatorship. London: Routledge.<br />
	Tseelon, Efrat (1995) The Masque of Femininity: The Presentation of Woman in Everyday Life. London: Sage Publications Ltd.<br />
	Williamson, Judith (1981) Decoding Advertisements: Ideology and Meaning in Advertising. London: Marion Boyars Publishers Ltd.<br />
	Etc.</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/36/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/36/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/36/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=36&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/02/02/lux/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>take E for granted</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/30/take-e-for-granted/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/30/take-e-for-granted/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jan 2008 02:25:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/30/take-e-for-granted/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	ผมนั่งพิมพ์งานอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และรู้สึกอัศจรรย์ใจกับภาพที่ปรากฏอยู่บนจอ ในยามที่ลากเม้าส์ไปมาในทิศทางใดๆ ลูกศรเคอร์เซอร์บนหน้าจอก็เคลื่อนที่ตาม ในยามที่กดแป้นคีย์บอร์ดปุ่มใด ตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นตามนั้น 
	บางครั้ง การที่เราได้พบเห็นอะไรเป็นประจำ บ่อยจนคุ้นเคย ก็อาจจะทำให้มองข้ามความสลับซับซ้อน และความน่าสนใจของสิ่งนั้นไป โดยหลงคิดไปว่ามันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สามัญ หรือธรรมชาติของมันเป็นเช่นนั้นเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะสลับซับซ้อนกว่าที่เราจะสามารถมองและทำความเข้าใจเพียงผิวเผิน 
	หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง กล่าวคือเคอร์เซอร์กับเม้าส์ไม่ได้สัมพันธ์กันแบบผิวเผิน อย่างที่เราเห็นจนเคยชิน ว่าพอลากเม้าส์ไปทางซ้าย เคอร์เซอร์ก็เคลื่อนไปทางซ้าย 
	แต่การเคลื่อนไหวของเคอร์เซอร์ เกิดขึ้นจากการคำนวนบวกลบเลขฐานสองจำนวนนับล้านๆ ครั้งในเวลา 1 วินาที ที่ปฏิบัติการโดยแผงวงจรไฟฟ้าอันสลับซับซ้อน ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมทรงสูง สีขาวนวล ตั้งอยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์ 
	มันน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ทั้งๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเลขฐานสองเลย และไม่ต้องรู้เรื่องแผงวงจรไฟฟ้าเลย แต่เราก็สามารถลากเม้าส์ให้เคอร์เซอร์ไปหยุด ณ ตำแหน่งที่ต้องการในจอได้ 
	เปรียบเหมือนกับการพิมพ์สัมผัส สำหรับผู้ที่ฝึกฝนและมีทักษะในการพิมพ์ดีด เขาจะพิมพ์ได้รวดเร็วเท่าๆ กับการเขียนหนังสือเลยทีเดียว เพราะไม่จำเป็นต้องมองแป้นพิมพ์ ว่าตัวอักษรใดอยู่ตำแหน่งใด หลังจากที่เขาฝึกมาจนชำนาญ 
	เหมือนกับการขับรถ ผู้ที่ขับรถเป็นแล้ว ก็จะเหยียบครัชต์ คันเร่ง เบรค หรือเข้าเกียร์ ได้โดยอัตโนมัติ การทำงานของแขนและขา จะสัมพันธ์กับภาพที่เห็นจากหน้ารถ กระจกมองหลังและมองข้าง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=35&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	ผมนั่งพิมพ์งานอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และรู้สึกอัศจรรย์ใจกับภาพที่ปรากฏอยู่บนจอ ในยามที่ลากเม้าส์ไปมาในทิศทางใดๆ ลูกศรเคอร์เซอร์บนหน้าจอก็เคลื่อนที่ตาม ในยามที่กดแป้นคีย์บอร์ดปุ่มใด ตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นตามนั้น </p>
<p>	บางครั้ง การที่เราได้พบเห็นอะไรเป็นประจำ บ่อยจนคุ้นเคย ก็อาจจะทำให้มองข้ามความสลับซับซ้อน และความน่าสนใจของสิ่งนั้นไป โดยหลงคิดไปว่ามันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สามัญ หรือธรรมชาติของมันเป็นเช่นนั้นเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะสลับซับซ้อนกว่าที่เราจะสามารถมองและทำความเข้าใจเพียงผิวเผิน </p>
<p>	หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง กล่าวคือเคอร์เซอร์กับเม้าส์ไม่ได้สัมพันธ์กันแบบผิวเผิน อย่างที่เราเห็นจนเคยชิน ว่าพอลากเม้าส์ไปทางซ้าย เคอร์เซอร์ก็เคลื่อนไปทางซ้าย </p>
<p>	แต่การเคลื่อนไหวของเคอร์เซอร์ เกิดขึ้นจากการคำนวนบวกลบเลขฐานสองจำนวนนับล้านๆ ครั้งในเวลา 1 วินาที ที่ปฏิบัติการโดยแผงวงจรไฟฟ้าอันสลับซับซ้อน ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมทรงสูง สีขาวนวล ตั้งอยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์ </p>
<p>	มันน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ทั้งๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเลขฐานสองเลย และไม่ต้องรู้เรื่องแผงวงจรไฟฟ้าเลย แต่เราก็สามารถลากเม้าส์ให้เคอร์เซอร์ไปหยุด ณ ตำแหน่งที่ต้องการในจอได้ </p>
<p>	เปรียบเหมือนกับการพิมพ์สัมผัส สำหรับผู้ที่ฝึกฝนและมีทักษะในการพิมพ์ดีด เขาจะพิมพ์ได้รวดเร็วเท่าๆ กับการเขียนหนังสือเลยทีเดียว เพราะไม่จำเป็นต้องมองแป้นพิมพ์ ว่าตัวอักษรใดอยู่ตำแหน่งใด หลังจากที่เขาฝึกมาจนชำนาญ </p>
<p>	เหมือนกับการขับรถ ผู้ที่ขับรถเป็นแล้ว ก็จะเหยียบครัชต์ คันเร่ง เบรค หรือเข้าเกียร์ ได้โดยอัตโนมัติ การทำงานของแขนและขา จะสัมพันธ์กับภาพที่เห็นจากหน้ารถ กระจกมองหลังและมองข้าง ถ้ามีอะไรมาตัดหน้ารถอย่างฉุกเฉิน เขาก็เหยียบเบรคได้ทันที โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดก่อน ว่าควรจะต้องทำอย่างไร </p>
<p>	ในโลกเราทุกวันนี้ ทุกอย่างล้วนดูง่ายดาย และดูเป็นธรรมชาติที่สุด เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันรอบตัวเรา ก็ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปเช่นนี้เอง </p>
<p>	การดำเนินชีวิตแบบนี้ มีส่วนดีตรงที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถสั่งสมความรู้ ทักษะ ความชำนาญ ในเรื่องต่างๆ ให้พอกพูนสูงขึ้น เพื่อที่จะให้สามารถมีความสะดวกสบาย ด้วยการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับความรู้ในระดับสูง โดยไม่มีความจำเป็นต้องเสียแรง เสียเวลาซ้ำๆ เพื่อมองย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของมัน </p>
<p>	เราใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยที่เราไม่ต้องสร้างมันเอง ไม่ต้องเขียนโปรแกรม ไม่ต้องเรียนเลขฐานสอง ไม่ต้องรู้เรื่องวงจรไฟฟ้า เราพิมพ์ดีดได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องย้อนกลับมาดูแป้นตลอดเวลา เราขับรถได้ปลอดภัย โดยไม่ต้องหัดใหม่ทุกครั้งที่เข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย </p>
<p>	ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์พังขึ้นมา เราก็สามารถส่งไปซ่อมโดยเสียเงินเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็หาซื้อเครื่องใหม่ไปเลย เพราะเดี๋ยวนี้ราคาถูกลงๆ ทุกวัน หรือถ้ารถยนต์เกิดรวนขึ้นมา ก็โทรแจ้ง จส.100 สักพักเดียวก็คงมีคนมาช่วย แล้วลากรถเข้าอู่ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องคิดอะไรมาก </p>
<p>	การหันมาตั้งคำถามกับสิ่งที่คุ้นเคยรอบๆ ตัว ว่าสิ่งที่ดูปกติ ธรรมดา สามัญ และดูเหมือนเป็นธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า อาจจะต้องย้อนไปเรียนรู้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และต้องไปเรียนเครื่องยนต์กลไกภายในรถยนต์ด้วย เพื่อที่จะได้ไม่มองข้ามความซับซ้อนเหล่านั้น </p>
<p>	อย่างไรก็ตาม สำหรับคอมพิวเตอร์และรถยนต์ การมองมันอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะมันเป็นเพียงวัตถุสิ่งของนอกกาย ไม่มีชีวิตและจิตใจ แต่สำหรับสิ่งอื่นล่ะ </p>
<p>	สำหรับบางสิ่ง ที่เรามีปัญหากับมัน แต่ไม่สามารถจะส่งมันไปซ่อมแซม เปลี่ยนแปลง บังคับให้มีสภาพที่เป็นไปดั่งใจเรา อีกทั้งเราไม่สามารถจะโยนมันทิ้งไปได้ เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า รถคันเก่า เราจะทำเช่นไรได้ </p>
<p>	ถ้าขืนมองมันอย่างผิวเผิน ก็มีแต่จะทำให้ปัญหานั้นดำรงอยู่ต่อไป หรือหนักหน่วงขึ้น ทุกวันนี้ เราอาจจะดำเนินชีวิตแบบมองผิวเผินกันมากเกินไป การเริ่มต้นตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และเรื่องราวรอบตัว การมองย้อนเรื่องที่ดูเหมือนเป็นปกติ ธรรมดา สามัญ จะทำให้เรามองเห็นโลกในมุมใหม่ </p>
<p>&#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/35/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/35/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/35/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=35&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/30/take-e-for-granted/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Working woman</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/27/working-woman/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/27/working-woman/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Jan 2008 02:24:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/27/working-woman/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	ที่ย่านสีลมในช่วงเวลาพักกินข้าวเที่ยง มีผู้คนนับพันนับหมื่นในชุดทำงานเดินกันขวักไขว่ ผมกำลังนั่งแทะเล็มแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นเล็กๆ ในร้านฟาสต์ฟู้ด และอ่านนิตยสารฉบับหนึ่งไปพลางๆ 
	เมื่อเหม่อมองออกไปทางนอกหน้าต่างร้าน ก็เริ่มสงสัยว่าทำไมโลกเรานี้จึงได้เต็มไปด้วยผู้หญิง พวกเธอเดินจับกลุ่มกัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เดินออกจากอาคารสำนักงาน คาดว่าคงจะไปหาที่กินข้าวเที่ยง 
	พอหันกลับมามองในร้าน ที่โต๊ะถัดไป ก็มีผู้หญิงทำงานนั่งกันกลุ่มใหญ่ 6-7 คน ในโต๊ะนั้นมีผู้ชายอยู่แค่คนเดียว นั่งเป็นไข่แดงอยู่กลางโต๊ะ กำลังพูดคุยกันสนุกสนาน 
	เดี๋ยวนี้ผู้หญิงมีการศึกษาสูงๆ และออกมาทำงานนอกบ้านกันเยอะมาก จนเราเห็นกันชินตาและกลายเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สามัญ 
	ในนิตยสาร มีโฆษณาคอมพิวเตอร์โน้ตบุคยี่ห้อหนึ่ง เป็นรูปหญิงสาวในชุดทำงาน สูทสีดำ กระโปรงสั้น นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนน และเธอกำลังก้มหน้าก้มตาจิ้มคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์โน้ตบุคยี่ห้อนั้น ที่วางอยู่บนโต๊ะคู่กับถ้วยกาแฟควันฉุย 
	เมื่อพลิกมาอีกหน้าหนึ่ง ก็เห็นโฆษณาอีกชิ้นหนึ่ง เป็นภาพหญิงสาวอีกคนหนึ่ง อยู่ในชุดทำงานเช่นเดียวกัน แต่คราวนี้เธอกำลังเดินอยู่บนบาทวิถีในย่านธุรกิจ รอบตัวมีผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ เธอกำลังคุยโทรศัพท์มือถือ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข 
	เมื่อละสายตาออกจากนิตยสาร เงยหน้าขึ้นมา ก็พอดีเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังนั่งคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่โต๊ะข้างๆ ผมพยายามมองหาผู้หญิงสักคน ที่กำลังนั่งกดแป้นคีย์บอร์ดเครื่องโน้ตบุคอย่างในหน้าโฆษณา แต่ก็มองไม่เห็น สงสัยว่าอาจจะต้องไปนั่งในร้านกาแฟที่หรูหราและราคาแพงกว่านี้กระมัง เพราะโน้ตบุคเครื่องนึงราคาหลายหมื่นบาท เจ้าของคงไม่มานั่งกินจังค์ฟู้ดราคาถูกๆ แบบนี้ 
	ไม่รู้ว่าผู้ชายหายไปไหนหมด ถ้าคุณได้ไปเดินแถวซอยละลายทรัพย์ในตอนเที่ยงๆ คุณก็จะมีคำถามนี้แว่บขึ้นในหัว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=34&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	ที่ย่านสีลมในช่วงเวลาพักกินข้าวเที่ยง มีผู้คนนับพันนับหมื่นในชุดทำงานเดินกันขวักไขว่ ผมกำลังนั่งแทะเล็มแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นเล็กๆ ในร้านฟาสต์ฟู้ด และอ่านนิตยสารฉบับหนึ่งไปพลางๆ </p>
<p>	เมื่อเหม่อมองออกไปทางนอกหน้าต่างร้าน ก็เริ่มสงสัยว่าทำไมโลกเรานี้จึงได้เต็มไปด้วยผู้หญิง พวกเธอเดินจับกลุ่มกัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เดินออกจากอาคารสำนักงาน คาดว่าคงจะไปหาที่กินข้าวเที่ยง </p>
<p>	พอหันกลับมามองในร้าน ที่โต๊ะถัดไป ก็มีผู้หญิงทำงานนั่งกันกลุ่มใหญ่ 6-7 คน ในโต๊ะนั้นมีผู้ชายอยู่แค่คนเดียว นั่งเป็นไข่แดงอยู่กลางโต๊ะ กำลังพูดคุยกันสนุกสนาน </p>
<p>	เดี๋ยวนี้ผู้หญิงมีการศึกษาสูงๆ และออกมาทำงานนอกบ้านกันเยอะมาก จนเราเห็นกันชินตาและกลายเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา สามัญ </p>
<p>	ในนิตยสาร มีโฆษณาคอมพิวเตอร์โน้ตบุคยี่ห้อหนึ่ง เป็นรูปหญิงสาวในชุดทำงาน สูทสีดำ กระโปรงสั้น นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟริมถนน และเธอกำลังก้มหน้าก้มตาจิ้มคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์โน้ตบุคยี่ห้อนั้น ที่วางอยู่บนโต๊ะคู่กับถ้วยกาแฟควันฉุย </p>
<p>	เมื่อพลิกมาอีกหน้าหนึ่ง ก็เห็นโฆษณาอีกชิ้นหนึ่ง เป็นภาพหญิงสาวอีกคนหนึ่ง อยู่ในชุดทำงานเช่นเดียวกัน แต่คราวนี้เธอกำลังเดินอยู่บนบาทวิถีในย่านธุรกิจ รอบตัวมีผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ เธอกำลังคุยโทรศัพท์มือถือ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข </p>
<p>	เมื่อละสายตาออกจากนิตยสาร เงยหน้าขึ้นมา ก็พอดีเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังนั่งคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่โต๊ะข้างๆ ผมพยายามมองหาผู้หญิงสักคน ที่กำลังนั่งกดแป้นคีย์บอร์ดเครื่องโน้ตบุคอย่างในหน้าโฆษณา แต่ก็มองไม่เห็น สงสัยว่าอาจจะต้องไปนั่งในร้านกาแฟที่หรูหราและราคาแพงกว่านี้กระมัง เพราะโน้ตบุคเครื่องนึงราคาหลายหมื่นบาท เจ้าของคงไม่มานั่งกินจังค์ฟู้ดราคาถูกๆ แบบนี้ </p>
<p>	ไม่รู้ว่าผู้ชายหายไปไหนหมด ถ้าคุณได้ไปเดินแถวซอยละลายทรัพย์ในตอนเที่ยงๆ คุณก็จะมีคำถามนี้แว่บขึ้นในหัว </p>
<p>	ถ้ามีใครคิดจะไปเปิดร้านขายของแถวนั้น ก็คงเลือกที่จะขายสินค้าสำหรับผู้หญิง จำพวกเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง เครื่องประดับกระจุกกระจิก หรือแม้แต่พวกของกินเล่น เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาเดินในซอยนี้เป็นผู้หญิง </p>
<p>	ซอยละลายทรัพย์อาจจะถือเป็นแบบจำลองสังคมบริโภคนิยมของผู้หญิง เมื่อผู้หญิงมีจำนวนมากขึ้น และมีกำลังซื้อมากขึ้น ถ้าคุณเป็นคนขายของ แน่นอนว่าก็ต้องหาสินค้าสำหรับผู้หญิงมาขาย </p>
<p>	ใครจะไปโง่ขายของให้แต่ผู้ชายอย่างเดียว หรือไปประกาศว่าสินค้าของตัวเองนั้นเหมาะกับผู้ชายเท่านั้น ในเมื่อประชากรอีกมากกว่าครึ่งโลกเป็นผู้หญิง </p>
<p>	ความคิดเรื่องนี้ใครๆ ก็คิดได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนเอ็มบีเอเลย ไม่แน่ว่าแม่ค้าที่ขายเครื่องสำอางในซอยละลายทรัพย์ อาจจะมีรายได้ต่อเดือนสูงกว่าเงินเดือนของลูกค้าของเธอ ซึ่งเป็นพวกผู้หญิงที่เรียนสูง ๆ ได้ทำงานในออฟฟิศหรูๆ แถวสีลมเสียอีก </p>
<p>	นอกจากการหาสินค้าสำหรับผู้หญิงมาขายแล้ว แต่ถ้าสินค้าของคุณเป็นสินค้าสำหรับผู้ชายล่ะ? หนทางก็คือปรับสินค้าผู้ชายของคุณให้เหมาะกับผู้หญิง หรืออีกทางหนึ่งก็คือปรับความคิดของผู้หญิงให้หันมาใช้สินค้าผู้ชายๆ ของคุณ </p>
<p>	เช่นในภาพโฆษณาสินค้าไฮเทคจำพวกคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เมื่อไม่กี่ปีก่อน เรามักจะเห็นแต่ภาพของผู้ชายเท่านั้น ชายหนุ่มกำลังโทรมือถือ ชายหนุ่มกำลังใช้โน้ตบุค หรือชายหนุ่มกำลังจิ้มเครื่องปาล์มทอป แต่พอมาถึงทุกวันนี้ ภาพของผู้หญิงในโฆษณาสินค้าพวกนี้มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ดูเหมือนว่าสถานภาพของผู้หญิงในสังคมนี้ กำลังดีขึ้นและสามารถทัดเทียมกับผู้ชาย </p>
<p>	แต่นี่อาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาก็ได้ เพราะนับวันลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นทุกที และดูดกลืนเอาอุดมการณ์อื่นๆ ในสังคม เข้าไปแปลงสภาพเสียใหม่ ให้กลายเป็นเครื่องมือในการค้าขายหากำไรได้ ไม่เว้นแม้แต่แนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิสตรี ที่ถูกนำมาแต่งหน้าทาปากเสียใหม่จนฉูดฉาดสะดุดตา </p>
<p>	พวกนักการตลาดจะขายโรลออนที่ทาแล้วรักแร้ขาวให้คุณได้อย่างไร ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเรียบร้อย ใส่เสื้อแขนยาวปิดมิดชิด </p>
<p>	เขาจะขายเบียร์ให้คุณกินได้อย่างไร ถ้าคุณเป็นผู้หญิงแบบรักนวลสงวนตัว ไม่เคยออกไปเที่ยวกลางคืน </p>
<p>	เขาจะขายโลชั่นผสมสารกันแดดให้คุณได้อย่างไร ถ้าคุณเป็นผู้หญิงแบบแม่ศรีเรือน วันๆ ทำแต่งานบ้าน ไม่ได้ออกไปไหน </p>
<p>	ภาพของผู้หญิงแบบใหม่จึงถูกสร้างขึ้นมาโดยฝีมือนักการตลาด เช่นผู้หญิงจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ เพราะผู้หญิงรุ่นใหม่ต้องมีความมั่นใจ หรือผู้หญิงจะไปเที่ยวเธคเที่ยวผับในเวลากลางคืนก็ได้ เพราะหญิงชายเท่าเทียมกัน ทีผู้ชายยังไปได้ ผู้หญิงก็ไปได้ หรือผู้หญิงที่เก่งคือผู้หญิงที่ออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ควรจะยอมเป็นเพียงแค่อีแจ๋วคอยทำแต่งานบ้าน </p>
<p>	เช่นเดียวกัน นักการตลาดจะขายเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือให้ผู้หญิงได้อย่างไร ถ้าผู้หญิงไม่ได้เป็น working woman เขาจึงต้องพร่ำสอนว่าผู้หญิงสมัยนี้ต้องทำงานนอกบ้าน ต้องทันสมัย กระฉับกระเฉง และต้องตามโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันไม่แพ้ผู้ชาย โดยที่จะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือไฮเทคเหล่านี้เป็นตัวช่วย </p>
<p>	อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะต้องเป็นหญิงไทยใจงาม เรียบร้อย ไม่เที่ยวกลางคืน รักนวลสงวนตัว เป็นแม่ศรีเรือน อีกทั้งผมไม่ได้หมายความว่าเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี จะเหมาะกับผู้ชายมากกว่า เพราะความคิดเกี่ยวกับความเป็นหญิงและความเป็นชายแบบเดิมๆ เหล่านี้ ก็ล้วนมาจากการประกอบสร้างจากสังคม </p>
<p>	ในขณะเดียวกัน ความคิดเกี่ยวกับความเป็นหญิงแบบใหม่ ที่เห็นได้ตามโฆษณาในโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร ในทุกวันนี้ ก็ล้วนเป็นการประกอบสร้างความจริงใหม่ๆ ขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งได้เข้ามาท้าทายกับความคิดเกี่ยวกับเป็นหญิงแบบเดิม </p>
<p>	ดังนั้นคุณอาจจะเป็นผู้หญิงเก่ง มีการศึกษาสูง ออกทำงานนอกบ้าน มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย มีออฟฟิศอยู่แถวสีลม แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ด แขนกุด กระโปรงสั้น และหลังเลิกงานก็ออกเที่ยวผับเธคที่อยู่ละแวกนั้นมีเยอะแยะ </p>
<p>	คุณอยากหลุดออกจากกรอบเดิม แต่สุดท้ายก็มาติดอยู่กับกรอบใหม่ โดยที่คุณยังต้องทาโรลออนรักแร้ขาว ทาโลชั่นกันแดด แว็กซ์ขนหน้าแข้ง กินยาลดความอ้วน และหาซื้อโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุครุ่นใหม่มาใช้ </p>
<p>	ซึ่งกรอบใหม่นี้อาจจะยิ่งสร้างความเครียดให้คุณไม่แตกต่างไปจากเดิม จนถึงเวลาเที่ยงวัน คุณต้องมารีบเร่งประกอบสร้างความหมายให้กับตัวเอง ด้วยการบริโภคและเดินชอปปิ้งที่ซอยละลายทรัพย์ </p>
<p>&#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/34/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/34/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/34/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=34&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/27/working-woman/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>I don&#8217;t like farang.</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/26/i-dont-like-farang/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/26/i-dont-like-farang/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jan 2008 02:11:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/26/i-dont-like-farang/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	ภาพข่าวสาวไทยนับร้อยนับพันคน แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับทีมฟุตบอลอังกฤษ 2 ทีม ที่เข้ามาเตะโชว์กับทีมชาติไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้ผมนึกไปถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอมีแฟนเป็นฝรั่งซึ่งเจอกันทางอินเตอร์เน็ต 
	เพื่อนคนนี้บอกว่า ผู้ชายไทยเป็นพวกกดขี่ทางเพศ เอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ไม่สุภาพอ่อนโยน ขาดความโรแมนติก แตกต่างจากผู้ชายฝรั่งโดยสิ้นเชิง ฝรั่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างดี รักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้ 
	เมื่อได้ฟังเธอพูดเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนกำลังโดนตำหนิแบบอ้อมๆ ด้วยการเหมารวมว่าผู้ชายไทยเลวเหมือนกันหมดทุกคน ในขณะเดียวกัน เธอก็กำลังเหมารวมว่าผู้ชายฝรั่งนั้นดีไปหมดทุกคน 
	คงจะด้วยเหตุนี้เองกระมัง เด็กสาวไทยนับร้อยนับพัน ถึงได้แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับนักฟุตบอลอังกฤษ ไม่ว่าโอเวนหรือเบคแฮมจะเลี้ยงบอลท่าไหน พวกเธอก็กรี๊ดเชียร์ได้ตลอดเวลา 
	เพื่อนของผมเล่าต่อว่า เธอนำชื่อ ประวัติ และรูปถ่าย ไปลงในเว็บจำพวก match maker แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเพียงแค่ 2-3 วัน เธอก็ได้รับอีเมล์จากหนุ่มฝรั่งมากถึงกว่า 100 ฉบับ แล้วเธอก็เลือกคนที่อีเมล์มาได้น่าสนใจที่สุด และส่งอีเมล์ตอบกลับไป 
	เธอเล่าไปพลาง ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พร้อมทั้งเปิดแมสเสจ SMS ข้อความหวานๆ ที่ฝรั่งคนนี้ส่งมาให้เป็นประจำ ให้ผมได้ลองอ่านดู 
	เมื่อผมได้ลองอ่านดูก็รู้สึกทึ่งจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงได้ขยันส่งแมสเสจมาให้เยอะขนาดนี้ ในกล่อง Inbox ของโทรศัพท์มือถือของเธอมีข้อความบันทึกไว้ 20-30 ข้อความ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=32&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	ภาพข่าวสาวไทยนับร้อยนับพันคน แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับทีมฟุตบอลอังกฤษ 2 ทีม ที่เข้ามาเตะโชว์กับทีมชาติไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้ผมนึกไปถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอมีแฟนเป็นฝรั่งซึ่งเจอกันทางอินเตอร์เน็ต </p>
<p>	เพื่อนคนนี้บอกว่า ผู้ชายไทยเป็นพวกกดขี่ทางเพศ เอารัดเอาเปรียบผู้หญิง ไม่สุภาพอ่อนโยน ขาดความโรแมนติก แตกต่างจากผู้ชายฝรั่งโดยสิ้นเชิง ฝรั่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างดี รักเดียวใจเดียว ไม่เจ้าชู้ </p>
<p>	เมื่อได้ฟังเธอพูดเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนกำลังโดนตำหนิแบบอ้อมๆ ด้วยการเหมารวมว่าผู้ชายไทยเลวเหมือนกันหมดทุกคน ในขณะเดียวกัน เธอก็กำลังเหมารวมว่าผู้ชายฝรั่งนั้นดีไปหมดทุกคน </p>
<p>	คงจะด้วยเหตุนี้เองกระมัง เด็กสาวไทยนับร้อยนับพัน ถึงได้แห่กันไปยืนกรี๊ดกร๊าดต้อนรับนักฟุตบอลอังกฤษ ไม่ว่าโอเวนหรือเบคแฮมจะเลี้ยงบอลท่าไหน พวกเธอก็กรี๊ดเชียร์ได้ตลอดเวลา </p>
<p>	เพื่อนของผมเล่าต่อว่า เธอนำชื่อ ประวัติ และรูปถ่าย ไปลงในเว็บจำพวก match maker แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเพียงแค่ 2-3 วัน เธอก็ได้รับอีเมล์จากหนุ่มฝรั่งมากถึงกว่า 100 ฉบับ แล้วเธอก็เลือกคนที่อีเมล์มาได้น่าสนใจที่สุด และส่งอีเมล์ตอบกลับไป </p>
<p>	เธอเล่าไปพลาง ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พร้อมทั้งเปิดแมสเสจ SMS ข้อความหวานๆ ที่ฝรั่งคนนี้ส่งมาให้เป็นประจำ ให้ผมได้ลองอ่านดู </p>
<p>	เมื่อผมได้ลองอ่านดูก็รู้สึกทึ่งจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงได้ขยันส่งแมสเสจมาให้เยอะขนาดนี้ ในกล่อง Inbox ของโทรศัพท์มือถือของเธอมีข้อความบันทึกไว้ 20-30 ข้อความ </p>
<p>	ฝรั่งนั่นรายงานเธอตลอดเลย ว่า &#8220;จะเข้านอนแล้วนะที่รัก&#8221; หรือว่า &#8220;ตอนนี้กำลังนั่งง่วงอยู่ที่ออฟฟิศ&#8221; หรือว่า &#8220;ทานข้าวเย็นอยู่ใช่ไหมจ๊ะ ขอให้อร่อยๆ&#8221; อะไรทำนองนี้ แล้วก็มักจะทิ้งท้ายว่า &#8220;รักและคิดถึง&#8221; ไม่รู้ว่าฝรั่งคนนี้ทำงานอะไร ทำไมวันๆ ถึงได้มีเวลามานั่งส่งแมสเสจอะไรแบบนี้ได้ </p>
<p>	เธอเล่าให้ฟังว่า เขาทำงานเป็นผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ ให้กับบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกา ดังนั้นเขาจึงสามารถออนไลน์อินเตอร์เน็ตได้ตลอดทั้งวัน และก็ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือของเธอด้วยโปรแกรม ICQ </p>
<p>	จริงๆ แล้วการส่งแมสเสจทาง ICQ ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไรเลย แค่พิมพ์ภาษาอังกฤษหวานๆ สัก 2-3 ประโยค แล้วก็กดปุ่ม Send แค่นี้ก็เรียบร้อย มันไม่สามารถบอกถึงความรักหรือความจริงใจอะไรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งคนนี้ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ และออนไลน์ทั้งวัน เขาก็แค่นั่งพิมพ์ๆ แล้วก็คลิ๊กๆ เม้าส์เท่านั้น </p>
<p>	เพื่อนของผมเล่าต่อ ว่าเขาเคยส่งดอกไม้ช่อใหญ่มาให้ด้วย โดยที่มีอยู่วันหนึ่ง มีพนักงานจากร้านดอกไม้ หอบดอกไม้ช่อใหญ่มาส่งให้เธอถึงที่ออฟฟิศ พร้อมการ์ดอวยพรหวานๆ เป็นการเซอร์ไพร์สเธอสุดๆ เพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศของเธอต่างแห่กันมามุงดู และต่างก็ร่วมกันแซ่ซ้องสรรเสริญ ถึงความโรแมนติกและความเป็นสุภาพบุรุษของฝรั่งคนนี้ </p>
<p>	เธอบอกว่า &#8220;ดอกไม้ช่อใหญ่มากกกก&#8230;&#8221; ราคาไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท ราคาดอกไม้ช่อใหญ่ที่จะทำให้ผู้หญิงสักคนประทับใจ ราคาสูงถึง 1 ใน 5 ของเงินเดือนทั้งเดือนของคนไทยที่เป็นชนชั้นกลางทั่วไป ที่สามารถนำไปใช้เป็นค่าเช่าห้องพัก หรือค่าอาหารได้ทั้งเดือน </p>
<p>	แต่ถ้าเทียบกับเงินเดือนของฝรั่งพวกนี้ ซึ่งคาดว่าคงมีเงินเดือนอย่างต่ำที่สุดก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 2,000-3,000 เหรียญ เพราะอย่างเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งทำงานอยู่ที่อเมริกา เขาจบปริญญาโทที่โน่น ก็ได้เงินเดือนประมาณนี้ คำนวนเป็นเงินไทยก็เอา 45 บาทคูณเข้าไป ก็จะรู้ว่าฝรั่งรวยกว่าผู้ชายไทยเห็นๆ </p>
<p>	ผมก็เลยบอกเพื่อนผมไปว่า แค่ดอกไม้ราคา 2,000-3,000 บาท มันไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ความรักหรือความจริงใจใดๆ เลย เพราะเงินเท่านี้นับว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนและค่าครองชีพของฝรั่งพวกนั้น เปรียบเหมือนผมซื้อดังกิ้นโดนัทชิ้นละ 10 กว่าบาท ไปให้กับเด็กยากจนในชนบท เขาก็คงมองว่ามันเป็นขนมที่สุดยอดแล้วสำหรับชีวิตของเขา </p>
<p>	เพื่อนของผมเลยถามผมกลับมาว่า &#8220;ที่พูดแบบนี้ เพราะเธออิจฉาเขาใช่ไหมล่ะ?&#8221; </p>
<p>	ใช่ ผมอิจฉาเขา ผมนึกในใจ แต่ไม่ได้พูดตอบเธอไป เพราะตอนนั้นคำถามนี้ของเธอแทงใจดำ จนผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งเงียบ </p>
<p>	ผู้ชายไทยก็คือผู้ชายไทย ที่เกิดและเติบโตอยู่ในประเทศซึ่งได้รับคำนิยามจากตะวันตก ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศโลกที่สาม ที่จะต้องเร่งรุดพัฒนาและเจริญก้าวหน้าให้ได้แบบประเทศตะวันตก ทุกวันนี้เรากลายเป็นอย่างตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเปิดประเทศรับเอาผลกระทบทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เข้ามามากมาย </p>
<p>	ในขณะที่ผู้ชายไทยก็ยังคงเป็นผู้ชายไทยอยู่เหมือนเดิม ถึงแม้เปลือกนอกเขาจะแต่งชุดสูทสากล ถึงแม้เขาจะชอบเชียร์ฟุตบอลอังกฤษ ถึงแม้เขาจะดูหนังฝรั่งและกินแฮมเบอร์เกอร์ แต่ข้างในหัวสมองของเขาก็ยังคงเป็นผู้ชายไทย แบบที่ผู้หญิงไทยมักจะใช้คำเรียกว่าพวกที่ชอบกดขี่ทางเพศ ไม่สุภาพอ่อนโยน ไม่โรแมนติก ฯลฯ </p>
<p>	ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ผมยังไม่เคยเห็นพ่อของผมส่งดอกไม้ให้แม่ ผมยังไม่เคยเห็นพ่อของผมกอดและจูบแม่ แต่ผมรู้อยู่แก่ใจเสมอว่าท่านทั้งสองรักกัน และอยู่ด้วยกันมา 40 กว่าปีแล้ว </p>
<p>	เทียบกับครอบครัวและความรักแบบฝรั่ง ที่เห็นในหนังหลายเรื่อง ที่เขามักจะโรแมนติกกันสุดๆ มีการให้ดอกไม้ มีการฉลองวันเกิด มีการกอดจูบ มีความคิดเกี่ยวกับรักแท้ หรือ Soulmate ฯลฯ </p>
<p>	ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว สังคมอเมริกันทุกวันนี้ กลายเป็น Fatherless Society หรือ &#8220;สังคมลูกไม่มีพ่อ&#8221; ผู้หญิงจำนวนมากเป็น Single Mother หรือผู้หญิงที่หย่ากับสามีและเลี้ยงดูลูกด้วยตัวคนเดียว มีจำนวนเพิ่มขึ้น เด็กอเมริกันรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาโดยครอบครัวไม่ครบถ้วน </p>
<p>	ความเจ็บป่วยทางสังคมเหล่านี้ เราคนไทยไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร สิ่งที่เราเห็นส่วนใหญ่ จะมาพร้อมกับหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ ทำให้เรามัวหลงอยู่กับแนวความคิดในเรื่องความรัก แบบที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลาง การล่าอาณานิคมในสมัยนี้ คงไม่ต้องใช้กำลังรุนแรงอีกแล้ว แต่เขาใช้การครอบงำทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแทน </p>
<p>	ถึงแม้หนุ่มไทยจะเตะฟุตบอลสู้ฝรั่งไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าหนุ่มไทยจะต่ำต้อยกว่าฝรั่ง อีกทั้งถึงแม้หนุ่มไทยจะไม่ได้ส่งดอกไม้หรือส่ง SMS หวานๆ ให้กับคุณ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขารักคุณน้อยกว่าฝรั่ง </p>
<p>	เพื่อนของผมบอกว่า ปลายปีนี้ แฟนฝรั่งของเธอจะส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เธอ เพื่อให้เธอเดินทางไปเที่ยวบ้านเขาในช่วงคริสต์มาส ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับอเมริกา อย่างน้อยๆ ก็ต้อง 40,000-50,000 บาท นั่นหมายถึงเงินเดือน 4-5 เดือนของชนชั้นกลางของเมืองไทยทีเดียว </p>
<p>	รายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ที่มีพิธีกรสาวไทยสองคน ไปสัมภาษณ์นักฟุตบอลอังกฤษทั้งทีม และตั้งคำถามในลักษณะเชื้อเชิญให้ฝรั่งเข้ามาจีบ เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ ไทยในห้องส่งได้ตลอดเวลา แล้วปิดท้ายรายการด้วยการจูบแก้มกันตามธรรมเนียมฝรั่ง ทั้งๆ ที่กำลังจัดรายการอยู่ในประเทศไทย </p>
<p>	มีนักฟุตบอลอังกฤษคนหนึ่ง นอกจากจะจูบแก้มเบาๆ ตามธรรมเนียม แต่เขาคว้าพิธีกรสาวไทยเข้าไปกอดเต็มๆ แต่เธอไม่ดิ้นรนเลย เธอยิ้มด้วยความดีใจด้วยซ้ำไป </p>
<p>	สาวไทยคนอื่นๆ อีกนับร้อยนับพันในห้องส่ง ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดกันลั่นด้วยความอิจฉาพิธีกรสาวคนนั้น พวกเธอคงอยากถูกกอดแบบนั้นบ้าง </p>
<p>&#8230;</p>
<p>**หมายเหตุ<br />
ชื่อบทความนี้ มาจากบทพูดตอนหนึ่งในหนังเรื่องมือปืน โลก/พระ/จัน<br />
บทความนี้สะท้อนความคิด racism ที่แฝงอยู่ลึกๆ ในใจของผู้เขียนเอง<br />
บทความนี้เขียนขึ้น 4-5 ปีก่อน ตอนที่ทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลมาเมืองไทย </p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/32/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/32/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/32/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/32/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/32/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/32/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/32/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/32/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/32/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/32/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/32/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/32/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=32&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/26/i-dont-like-farang/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>postcard</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/25/postcard/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/25/postcard/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Jan 2008 02:12:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/25/postcard/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	เพื่อนคนหนึ่ง ทวงของที่ระลึกเป็นโปสการ์ดทันที ที่เขารู้ว่าผมกำลังจะลาพักร้อนไปเที่ยว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะอยากได้ของแบบนี้ไปทำไม เขาบอกว่ากำลังสะสมอยู่ ถ้ารู้ว่าเพื่อนคนไหนจะไปเที่ยว ก็จะขอให้ช่วยส่งโปสการ์ดจากสถานที่ต่างๆ กลับมาให้ 
	โดยปกติแล้ว เราก็เจอหน้ากันเป็นประจำ เวลามีเรื่องอะไร ก็พูดคุยกันหรือว่าโทรศัพท์หากันได้ตลอด โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการส่งจดหมายหรือโปสการ์ดถึงกันเลย และตั้งแต่รู้จักกันมาหลายปี นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเขียนจดหมายถึงเขา 
	ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร แต่ในเมื่อเขาขอร้อง ก็กะว่าจะช่วยทำตามใจเขาสักหน่อย อย่างน้อยที่สุด โปสการ์ดก็เป็นของฝากที่ราคาประหยัดและหาง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง ในบรรดาลิสต์ของฝากที่เพื่อนคนอื่นๆ ฝากไว้ 
	การส่งโปสการ์ดที่ระลึก กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่คนนิยมกันทั่วไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะ คนทั่วไปยังคงรู้สึกว่าการเขียนจดหมาย เป็นกิจกรรมแสดงความระลึกถึง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย Human Touch หรือสัมผัสใกล้ชิดแบบมนุษย์ 
	ที่เคานเตอร์รีเซพชั่นของโรงแรมทุกแห่งก็มีโปสการ์ดวางขาย แถมยังขายสแตมป์พร้อมไปด้วยเลย ซึ่งพอเขียนเสร็จ ติดแสตมป์เรียบร้อย ก็ฝากพนักงานต้อนรับให้ช่วยไปหย่อนตู้ให้ด้วยเลย นับว่าแสนสะดวกสบาย 
	เทียบกับสมัยก่อน ที่การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ทันสมัย การส่งจดหมายนับว่ายุ่งยาก ตั้งแต่การไปหาซื้อกระดาษ แสตมป์ ซองหรือโปสการ์ด และที่สำคัญคือมันต้องใช้ลายมือเขียน เส้นสายของน้ำหมึกสามารถแทนความหมายมากมายจากผู้ส่งมาถึงผู้รับ 
	มาจนถึงปัจจุบัน ความหมายเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบทียบกับการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยกว่า แต่ดูแห้งแล้งขาดความเป็นมนุษย์ อย่างเช่นอีเมล์ และ SMS (Short [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=31&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	เพื่อนคนหนึ่ง ทวงของที่ระลึกเป็นโปสการ์ดทันที ที่เขารู้ว่าผมกำลังจะลาพักร้อนไปเที่ยว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะอยากได้ของแบบนี้ไปทำไม เขาบอกว่ากำลังสะสมอยู่ ถ้ารู้ว่าเพื่อนคนไหนจะไปเที่ยว ก็จะขอให้ช่วยส่งโปสการ์ดจากสถานที่ต่างๆ กลับมาให้ </p>
<p>	โดยปกติแล้ว เราก็เจอหน้ากันเป็นประจำ เวลามีเรื่องอะไร ก็พูดคุยกันหรือว่าโทรศัพท์หากันได้ตลอด โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการส่งจดหมายหรือโปสการ์ดถึงกันเลย และตั้งแต่รู้จักกันมาหลายปี นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเขียนจดหมายถึงเขา </p>
<p>	ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไร แต่ในเมื่อเขาขอร้อง ก็กะว่าจะช่วยทำตามใจเขาสักหน่อย อย่างน้อยที่สุด โปสการ์ดก็เป็นของฝากที่ราคาประหยัดและหาง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง ในบรรดาลิสต์ของฝากที่เพื่อนคนอื่นๆ ฝากไว้ </p>
<p>	การส่งโปสการ์ดที่ระลึก กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่คนนิยมกันทั่วไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะ คนทั่วไปยังคงรู้สึกว่าการเขียนจดหมาย เป็นกิจกรรมแสดงความระลึกถึง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย Human Touch หรือสัมผัสใกล้ชิดแบบมนุษย์ </p>
<p>	ที่เคานเตอร์รีเซพชั่นของโรงแรมทุกแห่งก็มีโปสการ์ดวางขาย แถมยังขายสแตมป์พร้อมไปด้วยเลย ซึ่งพอเขียนเสร็จ ติดแสตมป์เรียบร้อย ก็ฝากพนักงานต้อนรับให้ช่วยไปหย่อนตู้ให้ด้วยเลย นับว่าแสนสะดวกสบาย </p>
<p>	เทียบกับสมัยก่อน ที่การสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่ทันสมัย การส่งจดหมายนับว่ายุ่งยาก ตั้งแต่การไปหาซื้อกระดาษ แสตมป์ ซองหรือโปสการ์ด และที่สำคัญคือมันต้องใช้ลายมือเขียน เส้นสายของน้ำหมึกสามารถแทนความหมายมากมายจากผู้ส่งมาถึงผู้รับ </p>
<p>	มาจนถึงปัจจุบัน ความหมายเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบทียบกับการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยกว่า แต่ดูแห้งแล้งขาดความเป็นมนุษย์ อย่างเช่นอีเมล์ และ SMS (Short Message Service) ในโทรศัพท์มือถือ ก็ยิ่งขับเน้นให้การส่งโปสการ์ดดูมีค่ามากขึ้น </p>
<p>	อย่างน้อยโปสการ์ดก็ไม่ใช่ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สูญหายไปได้เพียงแค่ไฟดับ หรือลากไฟล์ไปทิ้งใน Recycle Bin แต่มันเป็นใบกระดาษจริงๆ ที่จับต้องได้ และคงทน </p>
<p>	ผมถือโปสการ์ดและแสตมป์ที่เพิ่งซื้อขึ้นไปบนห้องพัก พร้อมทั้งคิดบ่นอยู่ในใจถึงเรื่องราคาที่แพงมหาโหด เพราะถ้าไปซื้อโปสการ์ดแบบเดียวกันนี้ที่ร้านข้างนอก และไม่ได้อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว คงจะมีราคาถูกกว่านี้ครึ่งต่อครึ่ง </p>
<p>	ราคาที่จ่ายไปเพิ่มขึ้นนี้ คือการซื้อความสะดวกสบาย ที่ไม่ต้องไปเสียแรงเสียเวลา ตระเวนตามร้านหนังสือในเมือง เพื่อหาซื้อโปสการ์ดเพียงไม่กี่ใบ </p>
<p>	ความคิดมักง่ายเช่นนี้ จะทำให้คุณค่าอันสูงส่งของการส่งโปสการ์ด เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า </p>
<p>	ถ้าการส่งโปสการ์ดเหลือเพียงแค่รูปแบบที่เป็นเปลือกนอก แต่กระบวนการเบื้องหลังการส่งนั้นเปลี่ยนไป คุณค่าของมันจะยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า </p>
<p>	บางกรณี สิ่งของที่มีตัวตน จับต้องได้ และมีภาพของความโบราณ แฝงอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องมีคุณค่าสูงส่งเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เกร่อเป็นแฟชั่น ถึงกับมีหนังสือรวมโปสการ์ดจากการท่องเที่ยวออกมาวางขาย และคนทั่วไปก็ปฏิบัติตามกันไปโดยไม่ได้ฉุกคิดให้ความสำคัญอะไร </p>
<p>	ในทางตรงกันข้าม สิ่งของที่จับต้องไม่ได้ เช่นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ก็อปปี้กันซ้ำๆ กี่ครั้งก็ได้ จนดูไร้ค่าและไม่เหลือชิ้นที่เป็นต้นฉบับอีกแล้ว มันดูเป็นไฮเทคโนโลยี แห้งแล้ง ไม่มีความละเอียดอ่อนแบบที่ทำขึ้นมาด้วยมือมนุษย์ แต่มันอาจจะมีคุณค่าขึ้นมาได้ในสายตาของบางคน </p>
<p>	อย่างเช่น ทุกวันนี้ ผมยังคงเซฟอีเมล์บางฉบับ อีการ์ด และ SMS ที่เพื่อนบางคนส่งมาให้ เก็บเอาไว้อย่างดี ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่า มันจะเป็นสิ่งที่ส่งให้กันได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่กดคลิ๊กๆ เพียงไม่กี่ปุ่ม </p>
<p>	จริงๆ แล้ว ในมุมมองของผู้ส่ง เขาอาจจะไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญอะไร แต่ในมุมมองของผู้รับ กลับอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งพิเศษ มีคุณค่าขึ้นมาได้ และรู้สึกน่าเก็บถนอมรักษาเอาไว้ เพื่อการระลึกถึงบุคคลผู้ที่ส่งมาให้ </p>
<p>	ความสำคัญของของที่ระลึกจึงไม่ใช่อยู่ที่ตัววัตถุ และการปฏิบัติไปตามความนิยมของคนทั่วไป แต่อยู่ที่มุมมอง และการให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ของแต่ละคน </p>
<p>	บางครั้ง ผมส่งอีการ์ดสักฉบับหนึ่งไปให้เพื่อน ด้วยความรู้สึกดีๆ และระลึกถึงเขาอย่างจริงใจ แต่ในมุมมองของเขาอาจจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญสักเท่าไร อ่านผ่านๆ แล้วก็ลบทิ้งใน Recycle Bin ก็เป็นได้ </p>
<p>	ขณะที่กำลังจรดปากกาจะเขียนโปสการ์ด ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะเขียนถึงเพื่อนว่าอะไร เมื่อหันไปมองรูมเมทของผมที่ร่วมคณะทัวร์เดียวกัน ก็เห็นว่าเขากำลังง่วนเขียนโปสการ์ดอยู่บนเตียงเช่นกัน จึงถามเขาไปว่าเขียนส่งไปให้เพื่อนเหมือนกันใช่ไหม </p>
<p>	เขาบอกว่าเปล่า เขียนส่งให้ตัวเองต่างหาก ผมเลยยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ว่ามีคนที่คิดส่งโปสการ์ดถึงตัวเองแบบนี้ด้วยหรือ </p>
<p>	ท้ายที่สุด ผมก็เขียนลงไปแค่วัน เวลา และสถานที่ พร้อมทั้งลงชื่อกำกับเอาไว้แค่นั้น ผมไม่ได้รู้สึกถึง Human Touch อะไรเลย ในการส่งโปสการ์ดใบนี้ แต่สำหรับผู้รับจะรู้สึกอะไรหรือเปล่า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง </p>
<p>	อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้รัก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเพื่อนคนนี้ เพียงแต่ในมุมมองของผม การส่งโปสการ์ดไม่ได้มีความหมายอะไรเลย นอกไปจากการถูกร้องขอให้ปฏิบัติตามคนอื่นๆ </p>
<p>	Human Touch ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กับการสื่อสารแบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน การสื่อสารไม่ว่าจะก้าวหน้าทันสมัยไปมากเท่าไร ก็ไม่มีวันที่มนุษย์เราจะสามารถสื่อสารกันได้ถึงหัวใจจริงๆ </p>
<p>..</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/31/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/31/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/31/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/31/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/31/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/31/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/31/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/31/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/31/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/31/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/31/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/31/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=31&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/25/postcard/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>loser</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/24/loser/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/24/loser/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jan 2008 01:49:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/24/loser/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	ช่วงบ่ายวันนี้ มีนางแบบสาวสวยคนหนึ่ง มานั่งอยู่ที่บริเวณที่นั่งรับแขก ในสำนักงานนิตยสารผู้ชายที่ผมทำงานประจำอยู่ เธอกำลังรอเข้าพบบรรณาธิการและช่างภาพ เพื่อการดูตัวและสัมภาษณ์ ก่อนที่จะคัดเลือกเธอเป็นนางแบบถ่ายภาพเซ็กส์ซี่ลงในนิตยสารฉบับนี้ 
	จากที่นั่งทำงานของผม สามารถมองไปเห็นเธอได้ถนัดถนี่ เธอมาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ผมลอบมองดูเธออย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสวยและดูอ่อนเยาว์ จนไม่น่าเชื่อว่ากำลังจะมาเป็นนางแบบถ่ายภาพวับๆ แวมๆ แบบนี้ได้ 
	เธอคงจะเป็นนางแบบมืออาชีพจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้อยู่หน้ากล้องถ่ายรูปและชุดไฟ แต่ทุกกิริยาการเคลื่อนไหวของเธอ ช่างงดงามหมดจด ราวกับว่าเธอโพสต์ท่าถ่ายรูปอยู่ทุกขณะจิต แม้ยามยิ้ม หัวเราะ หรือแม้แต่ตอนเปลี่ยนอิริยาบถ สลับขาไขว่ห้าง 
	ดูเหมือนเธอจะเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังมีใครแอบมองอยู่ เธอเงยหน้าและมองมาทางผม สายตาของเราประสานกัน ผมรู้สึกหน้าแดงวูบ จนต้องเฉไฉแสร้งทำเป็นมองไปที่อื่นสักพัก ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตากดแป้นคีย์บอร์ดที่อยู่ตรงหน้า ทำทีเป็นว่ากำลังพิมพ์งานอย่างคร่ำเคร่ง 
	น่าแปลกดี ที่เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่มีพระเอกละครคนหนึ่ง มาเยี่ยมเยียนที่ออฟฟิศแห่งนี้ แล้วบรรดาพนักงานสาวๆ จากทุกชั้นทุกแผนก ต่างพากันมาเสนอหน้าและกรี๊ดกร๊าดพระเอกคนนี้ 
	แต่พอมาถึงเวลานี้ มีนางแบบสาวสวยสุดเซ็กส์ซี่มานั่งอยู่ที่บริเวณรับแขก แต่ผมกลับได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะมองเธอ 
	เมื่อเหลียวไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เป็นผู้ชาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำงานกันไป ไม่สนใจเลยว่ามีนางแบบสาวสวยมานั่งอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคร่ำเคร่งอยู่กับงานจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากไปเหมารวมว่าพวกเขากำลังหัวใจเต้นโครมครามเหมือนกับผม 
	โลกเปลี่ยนไป และผู้คนก็เปลี่ยนไปจริงๆ คนที่มักแสดงท่าทีเจ้าชู้ไม่ใช่ผู้ชายอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นผู้หญิงที่น่าจะต้องเป็นฝ่ายที่สงบเสงี่ยม 
	ความเดิมจากตอนที่แล้ว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=30&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	ช่วงบ่ายวันนี้ มีนางแบบสาวสวยคนหนึ่ง มานั่งอยู่ที่บริเวณที่นั่งรับแขก ในสำนักงานนิตยสารผู้ชายที่ผมทำงานประจำอยู่ เธอกำลังรอเข้าพบบรรณาธิการและช่างภาพ เพื่อการดูตัวและสัมภาษณ์ ก่อนที่จะคัดเลือกเธอเป็นนางแบบถ่ายภาพเซ็กส์ซี่ลงในนิตยสารฉบับนี้ </p>
<p>	จากที่นั่งทำงานของผม สามารถมองไปเห็นเธอได้ถนัดถนี่ เธอมาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ผมลอบมองดูเธออย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสวยและดูอ่อนเยาว์ จนไม่น่าเชื่อว่ากำลังจะมาเป็นนางแบบถ่ายภาพวับๆ แวมๆ แบบนี้ได้ </p>
<p>	เธอคงจะเป็นนางแบบมืออาชีพจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้อยู่หน้ากล้องถ่ายรูปและชุดไฟ แต่ทุกกิริยาการเคลื่อนไหวของเธอ ช่างงดงามหมดจด ราวกับว่าเธอโพสต์ท่าถ่ายรูปอยู่ทุกขณะจิต แม้ยามยิ้ม หัวเราะ หรือแม้แต่ตอนเปลี่ยนอิริยาบถ สลับขาไขว่ห้าง </p>
<p>	ดูเหมือนเธอจะเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังมีใครแอบมองอยู่ เธอเงยหน้าและมองมาทางผม สายตาของเราประสานกัน ผมรู้สึกหน้าแดงวูบ จนต้องเฉไฉแสร้งทำเป็นมองไปที่อื่นสักพัก ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตากดแป้นคีย์บอร์ดที่อยู่ตรงหน้า ทำทีเป็นว่ากำลังพิมพ์งานอย่างคร่ำเคร่ง </p>
<p>	น่าแปลกดี ที่เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่มีพระเอกละครคนหนึ่ง มาเยี่ยมเยียนที่ออฟฟิศแห่งนี้ แล้วบรรดาพนักงานสาวๆ จากทุกชั้นทุกแผนก ต่างพากันมาเสนอหน้าและกรี๊ดกร๊าดพระเอกคนนี้ </p>
<p>	แต่พอมาถึงเวลานี้ มีนางแบบสาวสวยสุดเซ็กส์ซี่มานั่งอยู่ที่บริเวณรับแขก แต่ผมกลับได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะมองเธอ </p>
<p>	เมื่อเหลียวไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เป็นผู้ชาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำงานกันไป ไม่สนใจเลยว่ามีนางแบบสาวสวยมานั่งอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคร่ำเคร่งอยู่กับงานจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากไปเหมารวมว่าพวกเขากำลังหัวใจเต้นโครมครามเหมือนกับผม </p>
<p>	โลกเปลี่ยนไป และผู้คนก็เปลี่ยนไปจริงๆ คนที่มักแสดงท่าทีเจ้าชู้ไม่ใช่ผู้ชายอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นผู้หญิงที่น่าจะต้องเป็นฝ่ายที่สงบเสงี่ยม </p>
<p>	ความเดิมจากตอนที่แล้ว ที่เกี่ยวกับบรรดาเพื่อนร่วมงานสาวๆ ที่มักจะพากันมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นกลุ่มๆ  เพื่อเข้าไปในเว็บไซต์บริการจับคู่ ในระหว่างพักเที่ยงและหลังเลิกงานตอนเย็น แล้วก็หัวเราะต่อกระซิกกัน </p>
<p>	สำหรับผมเอง ไม่ค่อยชอบที่จะมานั่งแชตอินเตอร์เน็ตด้วยเครื่องสาธารณะที่ออฟฟิศแบบนี้หรอก ผมจะแชตเฉพาะตอนที่ใช้เครื่องที่บ้าน และอยู่ในห้องคนเดียวมากกว่า เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และเนื่องจากเกิดมีความละอายซ่อนอยู่ลึกๆ </p>
<p>	สังคมคาดหวังกับผู้ชายเอาไว้สูง โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงออก ความห้าวหาญ ซึ่งไม่จำเป็นที่ผู้ชายทุกคนจะเป็นได้ตามนั้น เช่นเดียวกับที่สังคมคาดหวังความเรียบร้อยสงบเสงี่ยมจากผู้หญิงไว้สูง และผู้หญิงทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นตามนั้นเช่นกัน </p>
<p>	จิตใจของมนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อน แต่สังคมกลับเป็นสิ่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะถึงแม้มันจะก่อร่างขึ้นมาจากการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกัน แต่มันได้ขยายตัวและสร้างข้อกำหนดมากมายมากดทับลงบนจิตใจของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ผมอยากจะชวนนางแบบสาวคนนั้นพูดคุย หรืออย่างน้อยที่สุดก็เพียงแค่อยากจะส่งยิ้มให้เธอ แต่กลับทำไม่ได้ </p>
<p>	เธอเดินเข้าไปในห้องของบรรณาธิการ ไม่รู้ว่าเธอหันมามองผมบ้างหรือเปล่า เพราะผมไม่กล้าแม้แต่จะโงหัวขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ </p>
<p>	แต่ไม่เป็นไรหรอก อีก 1-2 เดือน ผมคงจะได้มองเห็นเธอเต็มตา บนหน้านิตยสารฉบับที่เธอกำลังจะไปเป็นแบบให้ ถึงแม้ผมมองตัวจริงของเธอไม่ได้ แต่ก็สามารถมองเธอได้ด้วยการผ่าน &#8220;สื่อกลาง&#8221; คือนิตยสาร </p>
<p>	&#8220;สื่อกลาง&#8221; ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มความต้องการในการสื่อสาร ให้กับชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งมีช่องว่างอันเกิดมาจากข้อจำกัดทางกายภาพ เช่นระยะทางและเวลา อีกทั้งยังมีข้อกำหนดทางสังคมที่มีอยู่มากมาย ข้อกำหนดเกี่ยวกับเพศดังตัวอย่างข้างต้น ก็เป็นหนึ่งในนั้น </p>
<p>	โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน เรามีสื่อกลางที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง อย่างอินเตอร์เน็ต ก็จะยิ่งมีส่วนช่วยในการเข้ามาถมช่องว่างของความสัมพันธ์ ระหว่างคนสองคน ชายกับหญิง </p>
<p>	ผู้หญิงใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะเป็นสื่อกลางในการแสดงออก เปิดตัวเองออกไปสื่อสารกับผู้ชายได้อย่างเหมาะสม มีความสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น </p>
<p>	ในขณะที่ผู้ชายก็ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นสื่อกลาง ในการหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า ด้วยการปกปิดตัวเองอยู่หลังเครื่องคอมพิวเตอร์ </p>
<p>	ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการสื่อสาร และด้วยวิธีการเดียวกันคือการใช้อินเตอร์เน็ต แต่เหตุผลและความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นแตกต่างกัน </p>
<p>	ผู้หญิงแข็งแกร่งขึ้น และค่อยๆ กลายร่างเป็นชะนี ในขณะที่ผู้ชายก็ค่อยๆ อ่อนแอลง กลายเป็น loser แล้วจะเหลือใครที่จะเป็นได้ดั่งขุนแผนหรือคาซาโนว่า พฤติกรรมการเกี้ยวพาราสีระหว่างสองเพศก็อาจจะกำลังเปลี่ยนรูปแบบไป เป็นการขับเคี่ยวและต่อรองกันแบบใหม่ </p>
<p>	เหมือนกับเรื่องการปฏิวัติ ที่ถ้าปฏิวัติสำเร็จเราก็จะเรียกว่าการรัฐประหาร แต่ถ้าปฏิวัติล้มเหลวเราก็จะเรียกมันว่าการกบฎ เปรียบเทียบกับผู้หญิง ถ้าเธอเป็นฝ่ายเสนอความรักออกไปก่อน แล้วประสบความสำเร็จ เราก็จะเรียกเธอว่า &#8220;สาวมั่น&#8221; แต่ถ้าเธอล้มเหลว เธอก็จะยืดอกขึ้นแล้วบอกว่า &#8220;ฉันไม่แคร์&#8221; เพราะเธอเป็น &#8220;ชะนีเหล็ก&#8221; </p>
<p>	นางแบบสาวคนนั้นเดินออกมาจากห้องบรรณาธิการ ผมเงยหน้าขึ้นไปแล้วปะทะกับสายตาของเธอที่มองมาพอดี ผมหลบสายตาเธอ ในใจก็ได้แต่หวังให้เธอได้รับการคัดเลือกสำหรับงานนี้ </p>
<p>	สำหรับผู้ชาย ถ้าเราเสนอความรักออกไปแล้วล้มเหลว เราก็กลายเป็น &#8220;loser&#8221; ดังนั้น เราจึงต้องเป็นฝ่ายเก็บซ่อนมันเอาไว้ </p>
<p>&#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/30/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/30/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/30/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/30/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/30/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/30/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/30/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/30/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/30/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/30/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/30/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/30/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=30&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/24/loser/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Diamonds are a girl&#8217;s best friend.</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/23/diamonds-are-a-girls-best-friend/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/23/diamonds-are-a-girls-best-friend/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Jan 2008 02:34:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/23/diamonds-are-a-girls-best-friend/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	ทำไมเวลาที่ผู้หญิงมองเห็นเพชร แล้วต้องทำตาลุกวาวด้วย หรือว่าเพชรจะเป็นเพื่อนซี้ของผู้หญิง 
	ถ้าคุณเคยต้องเดินตามผู้หญิงเข้าไปในร้านเพชร คุณคงจะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้จริงๆ เหมือนกับว่าเป็นท่าบังคับ ที่ผู้หญิงจะต้องทำตาลุกวาว เมื่อเวลาเธอได้เห็นเพชรเม็ดงามๆ 
	ทำให้นึกไปถึงเพลงเก่าที่มาริลิน มอนโร ร้องเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ในหนังเรื่อง Gentlemen Prefer Blondes และนิโคล คิดแมน เอามาร้องใหม่ในหนังเรื่องมูแลงรูจ 
	พนักงานขายใช้คีมปากคีบ คีบเพชรเม็ดเล็กๆ ขึ้นจากถาดที่ปูด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงิน เอาไปวางไว้บนหลังมือของเพื่อนผม เพชรเม็ดนั้นฉายประกายสดใสขึ้นในทันที เมื่อกระทบกับแสงจากโคมไฟบนเพดานที่สาดลงมา ตัดกับสีเนื้อที่สะท้อนจากมือของเธอ ดวงตาของเธอก็พลันฉายประกายสุกใสยิ่งกว่าเพชรเม็ดนั้นเสียอีก 
	แต่พอพนักงานขายแจ้งราคาของเพชรเม็ดนั้น แววตาของเธอก็วูบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พนักงานขายคงสังเกตเห็น เลยคีบเพชรเม็ดนั้นออกจากหลังมือของเธอ แล้วคีบเพชรเม็ดใหม่ขึ้นมาวาง ซึ่งก็ดูเหมือนๆ กับเพชรเม็ดเดิม มองแทบไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลย แต่เขาบอกว่าเพชรเม็ดนี้ราคาต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะมีสีเหลืองปน และน้ำไม่งามเท่า 
	ก้อนหินเหล่านี้ มีราคาแพงเป็นแสนเป็นล้านขึ้นมาได้อย่างไร และด้วยกระบวนการอะไร ที่ทำให้มันสามารถฝังลึกอยู่ในความคิดของผู้หญิง หรือแม้แต่ในหัวของผู้ชายบางคน ที่ต้องซื้อมันไปให้ผู้หญิงของเขา และเพชรที่น้ำงามหรือไม่งาม หรือเพชรที่ราคาแพง จะต้องดูที่ตรงไหน อย่างไร 
	พนักงานขายหยิบหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมาให้ดู หน้าปกเขียนว่า Gemology ไม่น่าเชื่อว่า คนเรานี่ถึงกับต้องสร้างองค์ความรู้ และสร้างวิชาเกี่ยวกับก้อนหินขึ้นมาสอนกันทีเดียว 
	พนักงานขายบอกว่า เพชรจะต้องถูกตีราคาโดยผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาด้าน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=29&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	ทำไมเวลาที่ผู้หญิงมองเห็นเพชร แล้วต้องทำตาลุกวาวด้วย หรือว่าเพชรจะเป็นเพื่อนซี้ของผู้หญิง </p>
<p>	ถ้าคุณเคยต้องเดินตามผู้หญิงเข้าไปในร้านเพชร คุณคงจะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้จริงๆ เหมือนกับว่าเป็นท่าบังคับ ที่ผู้หญิงจะต้องทำตาลุกวาว เมื่อเวลาเธอได้เห็นเพชรเม็ดงามๆ </p>
<p>	ทำให้นึกไปถึงเพลงเก่าที่มาริลิน มอนโร ร้องเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ในหนังเรื่อง Gentlemen Prefer Blondes และนิโคล คิดแมน เอามาร้องใหม่ในหนังเรื่องมูแลงรูจ </p>
<p>	พนักงานขายใช้คีมปากคีบ คีบเพชรเม็ดเล็กๆ ขึ้นจากถาดที่ปูด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงิน เอาไปวางไว้บนหลังมือของเพื่อนผม เพชรเม็ดนั้นฉายประกายสดใสขึ้นในทันที เมื่อกระทบกับแสงจากโคมไฟบนเพดานที่สาดลงมา ตัดกับสีเนื้อที่สะท้อนจากมือของเธอ ดวงตาของเธอก็พลันฉายประกายสุกใสยิ่งกว่าเพชรเม็ดนั้นเสียอีก </p>
<p>	แต่พอพนักงานขายแจ้งราคาของเพชรเม็ดนั้น แววตาของเธอก็วูบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พนักงานขายคงสังเกตเห็น เลยคีบเพชรเม็ดนั้นออกจากหลังมือของเธอ แล้วคีบเพชรเม็ดใหม่ขึ้นมาวาง ซึ่งก็ดูเหมือนๆ กับเพชรเม็ดเดิม มองแทบไม่เห็นความแตกต่างอะไรเลย แต่เขาบอกว่าเพชรเม็ดนี้ราคาต่ำกว่าเล็กน้อย เพราะมีสีเหลืองปน และน้ำไม่งามเท่า </p>
<p>	ก้อนหินเหล่านี้ มีราคาแพงเป็นแสนเป็นล้านขึ้นมาได้อย่างไร และด้วยกระบวนการอะไร ที่ทำให้มันสามารถฝังลึกอยู่ในความคิดของผู้หญิง หรือแม้แต่ในหัวของผู้ชายบางคน ที่ต้องซื้อมันไปให้ผู้หญิงของเขา และเพชรที่น้ำงามหรือไม่งาม หรือเพชรที่ราคาแพง จะต้องดูที่ตรงไหน อย่างไร </p>
<p>	พนักงานขายหยิบหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมาให้ดู หน้าปกเขียนว่า Gemology ไม่น่าเชื่อว่า คนเรานี่ถึงกับต้องสร้างองค์ความรู้ และสร้างวิชาเกี่ยวกับก้อนหินขึ้นมาสอนกันทีเดียว </p>
<p>	พนักงานขายบอกว่า เพชรจะต้องถูกตีราคาโดยผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาด้าน Gemology มาโดยเฉพาะ และเพชรแต่ละเม็ดจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดตามหลักวิชาการ โดยมีใบประกาศนียบัตรแนบเอาไว้ด้วย ว่าได้รับการรับรองมูลค่าอย่างถูกต้อง ตรงตาม Gemology </p>
<p>	ตัวอย่างเช่น เพชรยิ่งใสยิ่งดี ถ้ามีสีอื่นมาปนจะทำให้ราคาตก นอกเสียจากจะเป็นเพชรสี ที่จะมีการพิจารณาราคาที่ต่างออกไป นอกจากนี้แล้ว น้ำจะต้องงาม ไม่มีรอยขีดข่วน ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Flawless แปลว่ามีรอยน้อยมากจนมองไม่เห็น รวมถึงการเจียรไนในรูปทรงที่เรียกว่า Round Brilliant Cut ก็จะถือว่าเป็นรูปทรงที่สวยและแพงที่สุด และสุดท้ายคือเพชรที่มีน้ำหนักมากกว่าก็จะมีราคาสูงกว่า </p>
<p>	เพื่อนของผมพยักหน้าเออออไปกับเนื้อหาที่พนักงานขายเลคเชอร์ให้ฟังยาวเหยียด แล้วหลังจากพูดเสร็จ เขาก็หยิบใบประกาศนียบัตรขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง กระดาษใบนี้คือสิ่งที่ใช้สำหรับยืนยันมูลค่าของหินเม็ดนี้ </p>
<p>	ในที่สุด ก้อนหินใสๆ สะท้อนแสงวูบวาบ ก็มีราคาเป็นแสนเป็นล้านขึ้นมาได้จริงๆ ด้วยการอ้างถึงศาสตร์ และใบประกาศนียบัตรนี่เอง ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านี้ ในสายตาของคนทั่วไป ก้อนหินไม่น่าที่จะมีราคาสูงขนาดนี้ </p>
<p>	ความจริงที่ว่าเพชรมีราคาแพง ตั้งอยู่บนฐานของความรู้ในวิชา Gemology ซึ่งถ้าใครไม่มีความรู้ในวิชานี้มาก่อน ก็จะไม่รับรู้ถึงคุณค่านี้ ดังนั้นถ้าเขาเห็นก้อนคริสตัลสักก้อน ก็อาจจะมองไปได้ว่าสวยงามและมีมูลค่าเท่ากับเพชร หรือถ้าเห็นเพชรปลอมก็อาจจะแยกความแตกต่างจากเพชรแท้ ด้วยตาเปล่าแทบจะไม่ออก </p>
<p>	วิชาความรู้นั้นไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์เสมอไป ลองพิจารณาให้ดี ว่าทุกวันนี้เรานำความจริงมาสร้างเป็นวิชาความรู้ หรือว่าเรานำวิชาความรู้นั้นมาสร้างความจริงกันแน่ ดังนั้น การเรียนรู้หรือเชื่อถือมัน ก็อาจจะไม่ได้นำเราไปสู่ความจริงสมบูรณ์ในท้ายที่สุด เพราะบางวิชาความรู้มีความฉ้อฉลแฝงเอาไว้อยู่ </p>
<p>	Gemology ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเงินนับแสนนับล้าน ที่จะต้องจ่ายเพื่อก้อนหินก้อนเดียว ชาวนาไทยปลูกข้าวทั้งชีวิต ยังมีมูลค่าไม่เท่าเพชรเม็ดเล็กๆ สักเม็ด ที่ฝรั่งผิวขาวไปขุดเอาก้อนหิน จากผืนดินของคนแอฟริกัน แล้วเอามาขัด เอามาเจียรไน แล้วออกใบประกาศนียบัตรให้ </p>
<p>	แสดงให้เห็นชัดว่า ความรู้คืออำนาจ และอำนาจก็คือผู้สร้างความรู้ เราถูกสั่งสอนให้เชื่อตามตำรามาตั้งแต่เด็ก ถ้าผิดไปจากนั้นก็ถือว่าเราไม่มีความรู้ ดังนั้นเมื่อเติบโตขึ้นมา พอได้เห็น ได้ยินอะไรว่าเป็นศาสตร์ เป็นวิชาความรู้ สถาปนาขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือ ใหญ่โต มีโรงเรียนเปิดสอน มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีความเคร่งครัดทางวิชาการ มีประกาศนียบัตร เราก็เชื่อไปตามนั้นทันที </p>
<p>	ถ้าคนป่าหรือชาวเกาะสักคน ที่มาจากสังคมแบบโบราณ ความศิวิไลซ์ไร้สาระเช่นนี้ยังเข้าไปไม่ถึง ได้เห็นเพชรเม็ดงามสักเม็ด เขาก็คงมองว่ามันเป็นก้อนหินแข็งๆ ใสๆ ที่สวยงามเม็ดหนึ่ง หายากและมีคุณค่าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สูงกว่าก้อนหินอื่นๆ </p>
<p>	แต่ถ้าจะให้เขาต้องทำงานทั้งชีวิตเพื่อมาแลกกับมัน เขาคงคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ สู้ทำงานปลูกผัก ล่าสัตว์มาเป็นอาหารไม่ได้ ในขณะที่คนศิวิไลซ์อย่างเรากลับไม่รู้ หรืออาจจะรู้แล้วแต่ไม่ทันฉุกคิดในเรื่องนี้ </p>
<p>	คุณค่าของเพชร ไม่ได้เกิดจากความหายากของมันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นมาจากการตกลงกันไว้ในสังคม เป็นความจริงที่เกิดจากการประกอบสร้างโดยสังคม </p>
<p>	นับวัน ความจริงนี้ก็ถูกนำไปขยายให้ใหญ่โตเกินความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนำไปผูกไว้กับเรื่องการหมั้น การแต่งงาน ความรักนิรันดร์ ฐานะและชนชั้นทางสังคม ฯลฯ ไปจนถึงขั้นที่ว่าเป็นเพื่อนซี้ของผู้หญิง </p>
<p>	Gemology เป็นกรณีตัวอย่างที่ดี ที่นำมาใช้พิจารณาเรื่องความรู้และความจริง ซึ่งแนวความคิดแบบนี้สามารถนำไปใช้อธิบายเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่นเรื่องความเป็นหญิง ความเป็นชาย ที่เป็นความจริงประกอบสร้างโดยสังคมเช่นเดียวกัน </p>
<p>	โลกเราทุกวันนี้ชักจะเอนเอียงไปทางผู้หญิงมากเกินไปสักหน่อย ผู้ชายแทบไม่ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องอะไรเลย ในขณะที่ ผู้หญิงลุกขึ้นตั้งคำถามกับอำนาจของผู้ชาย จนอาจจะลืมตั้งคำถามกับอำนาจอื่นๆ ในสังคม </p>
<p>	คุณอาจจะต่อสู้ เรียกร้องความเท่าเทียมทางด้านอาชีพการงาน จะทำงานนอกบ้าน ไม่ยอมอยู่ก้นครัว ทำงานบ้าน แต่ในขณะเดียวกันนั้น ก็กลับไปขอร้องหรือบังคับให้แฟนหนุ่มซื้อเพชรเม็ดงามให้ เนื่องในโอกาสพิธีหมั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักและฐานะทางการเงินที่มั่นคง </p>
<p>	ผมรู้สึกอิจฉาเพชร และไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับผู้หญิงคนไหนอีกต่อไปแล้ว </p>
<p>	ผมเพียงแค่อยากจะขอเป็นเพื่อนซี้ของคุณบ้าง แล้วเราจะได้ออกไปจากร้านเพชรนี้เสียที </p>
<p>&#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/29/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/29/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/29/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/29/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/29/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/29/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/29/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/29/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/29/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/29/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/29/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/29/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=29&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/23/diamonds-are-a-girls-best-friend/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Shopping ช็อปปิ้ง</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/22/shopping-%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/22/shopping-%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Jan 2008 05:44:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/22/shopping-%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
1.
	เพื่อนของผมคนหนึ่ง วิ่งถลาเข้าไปที่แผนกขายตุ๊กตา แล้วก็หยิบตุ๊กตาคิตตี้ตัวหนึ่งขึ้นมา 
	&#8220;ดูสิ น่ารักจังเลย&#8221; เธอกล่าว 
	&#8220;มันน่ารักยังไง?&#8221; ผมถาม 
	&#8220;ก็นี่ไง คิตตี้มันปลอมตัวเป็นมังกร&#8221; เธอกล่าวพร้อมทั้งยกขึ้นมากอด 
	ตุ๊กตาคิตตี้ตัวนี้ใส่เสื้อผ้าชุดมังกร พร้อมทั้งมีฮูตสวมหัว เป็นรูปหัวมังกรกำลังอ้าปากกว้างเห็นเขี้ยวยาว และหน้าตุ๊กตาคิตตี้ก็โผล่มาทางช่องปาก มองๆ ดูเหมือนมังกรกำลังเขมือบหัวคิตตี้อยู่ 
	ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่า &#8220;น่ารัก&#8221; สักเท่าไร แต่ก็มีบางครั้งที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้บ้าง จึงชี้ๆ ไปยังตุ๊กตาตัวที่มองว่าน่ารักที่สุด (และราคาสมเหตุสมผลที่สุดในชั้นวาง) 
	แต่เธอมักจะบอกว่า &#8220;แหวะ ไม่เห็นน่ารักเลย เธอเลือกยังไงเนี่ย&#8221; 
	เวลามีคนบอกว่าตุ๊กตาตัวนั้นน่ารัก ตัวนี้ไม่น่ารัก ผมมักจะงุนงง เพราะในสายตาของผม ตุ๊กตาก็น่ารักเหมือนกันทุกตัว ไม่เข้าใจว่ามันน่ารักมากน้อยต่างกันอย่างไร และไม่รู้ว่าอะไรคือแก่นหรือคุณลักษณะสำคัญของตุ๊กตา ที่จะทำให้เราตัดสินได้ว่ามันน่ารักหรือไม่น่ารัก 
2.
	เพื่อนของผมอีกคนหนึ่ง ชวนไปเดินซื้อเสื้อผ้าและเครื่องใช้สำหรับลูกสาววัย 4 ขวบของเธอ เธอเดินไปหยิบเสื้อยืดที่มีลายการ์ตูนไลอ้อนคิง 
	&#8220;ดูสิ น่ารักจังเลย&#8221; เธอกล่าว 
	&#8220;มันน่ารักยังไง?&#8221; ผมถาม 
	&#8220;ก็นี่ไง มันเป็นลายการ์ตูนไลอ้อนคิง&#8221; เธอกล่าว พร้อมทั้งหยิบเสื้อไปชำระเงิน 
	เสื้อยืดไลอ้อนคิงตัวนี้ราคาประมาณ 300 กว่าบาท มันเป็นเสื้อยืดตัวเล็กๆ สำหรับเด็ก [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=28&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>1.</p>
<p>	เพื่อนของผมคนหนึ่ง วิ่งถลาเข้าไปที่แผนกขายตุ๊กตา แล้วก็หยิบตุ๊กตาคิตตี้ตัวหนึ่งขึ้นมา </p>
<p>	&#8220;ดูสิ น่ารักจังเลย&#8221; เธอกล่าว </p>
<p>	&#8220;มันน่ารักยังไง?&#8221; ผมถาม </p>
<p>	&#8220;ก็นี่ไง คิตตี้มันปลอมตัวเป็นมังกร&#8221; เธอกล่าวพร้อมทั้งยกขึ้นมากอด </p>
<p>	ตุ๊กตาคิตตี้ตัวนี้ใส่เสื้อผ้าชุดมังกร พร้อมทั้งมีฮูตสวมหัว เป็นรูปหัวมังกรกำลังอ้าปากกว้างเห็นเขี้ยวยาว และหน้าตุ๊กตาคิตตี้ก็โผล่มาทางช่องปาก มองๆ ดูเหมือนมังกรกำลังเขมือบหัวคิตตี้อยู่ </p>
<p>	ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่า &#8220;น่ารัก&#8221; สักเท่าไร แต่ก็มีบางครั้งที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้บ้าง จึงชี้ๆ ไปยังตุ๊กตาตัวที่มองว่าน่ารักที่สุด (และราคาสมเหตุสมผลที่สุดในชั้นวาง) </p>
<p>	แต่เธอมักจะบอกว่า &#8220;แหวะ ไม่เห็นน่ารักเลย เธอเลือกยังไงเนี่ย&#8221; </p>
<p>	เวลามีคนบอกว่าตุ๊กตาตัวนั้นน่ารัก ตัวนี้ไม่น่ารัก ผมมักจะงุนงง เพราะในสายตาของผม ตุ๊กตาก็น่ารักเหมือนกันทุกตัว ไม่เข้าใจว่ามันน่ารักมากน้อยต่างกันอย่างไร และไม่รู้ว่าอะไรคือแก่นหรือคุณลักษณะสำคัญของตุ๊กตา ที่จะทำให้เราตัดสินได้ว่ามันน่ารักหรือไม่น่ารัก </p>
<p>2.</p>
<p>	เพื่อนของผมอีกคนหนึ่ง ชวนไปเดินซื้อเสื้อผ้าและเครื่องใช้สำหรับลูกสาววัย 4 ขวบของเธอ เธอเดินไปหยิบเสื้อยืดที่มีลายการ์ตูนไลอ้อนคิง </p>
<p>	&#8220;ดูสิ น่ารักจังเลย&#8221; เธอกล่าว </p>
<p>	&#8220;มันน่ารักยังไง?&#8221; ผมถาม </p>
<p>	&#8220;ก็นี่ไง มันเป็นลายการ์ตูนไลอ้อนคิง&#8221; เธอกล่าว พร้อมทั้งหยิบเสื้อไปชำระเงิน </p>
<p>	เสื้อยืดไลอ้อนคิงตัวนี้ราคาประมาณ 300 กว่าบาท มันเป็นเสื้อยืดตัวเล็กๆ สำหรับเด็ก 4 ขวบ ประเมินด้วยสายตา ราคาของมันเต็มที่ไม่น่าจะเกิน 150 บาท เท่าๆ กับเสื้อยืดที่ผมใส่อยู่ แต่มันกลับมีราคาถึง 300 บาท คงบวกค่าลายการ์ตูนไลอ้อนคิงเข้าไปด้วย </p>
<p>	&#8220;ลูกเธอจะเข้าใจไหม ว่ามันน่ารักยังไง?&#8221; ผมถาม </p>
<p>	&#8220;ก็ไปสอนเขาสิ ว่านี่มันเป็นลายการ์ตูนไลอ้อนคิง&#8221; เธอกล่าว </p>
<p>	เด็ก 4 ขวบ ที่เพิ่งเริ่มจะจำความได้ เขาจะรู้จักแยกแยะหรือเปล่า ว่าเสื้อตัวไหนน่ารัก หรือเสื้อตัวไหนไม่น่ารัก ถ้าไม่เป็นเพราะมีคนคอยชี้บอก และกำหนดความหมายของคำว่า &#8220;น่ารัก&#8221; ให้กับเขาตั้งแต่เด็ก </p>
<p>3.</p>
<p>	เพื่อนของผมอีกคนหนึ่ง ชวนไปเดินหาซื้อกระเป๋าถือ เธอเดินไปหยิบกระเป๋ายี่ห้อคิปลิ่งขึ้นมาใบหนึ่ง </p>
<p>	&#8220;ดูสิ น่ารักจังเลย&#8221; เธอกล่าว </p>
<p>	&#8220;มันน่ารักยังไง?&#8221; ผมถาม </p>
<p>	&#8220;ก็นี่มันรุ่นล่าสุดเลยนะ&#8221; เธอกล่าว </p>
<p>	ผมไม่รู้ว่ากระเป๋าคิปลิ่งรุ่นก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร จึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่า กระเป๋าคิปลิ่งรุ่นใหม่แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร และน่ารักกว่ารุ่นเก่าอย่างไร </p>
<p>	รู้แค่ว่ากระเป๋ายี่ห้อนี้ มีตุ๊กตารูปลิงตัวเล็กๆ แขวนอยู่ที่สายสะพาย และรู้แค่ว่าราคาแพงมาก ทั้งๆ ที่ทำมาจากผ้าร่มสีๆ ซึ่งเป็นวัสดุที่ดูไม่น่าจะมีราคา </p>
<p>	&#8220;เมื่ออาทิตย์ก่อน มีน้องที่ออฟฟิศคนหนึ่งก็ถือใบนี้มา&#8221; เธอเล่าให้ฟัง </p>
<p>	&#8220;คนที่ออฟฟิศของเธอเข้าใจเหมือนกันหมดทุกคนเหรอ ว่านี่เป็นกระเป๋าคิปลิ่งรุ่นใหม่?&#8221; ผมถาม </p>
<p>	ความ &#8220;น่ารัก&#8221; อาจจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งที่เข้าใจเฉพาะตัวบุคคล แต่มันกลับเป็นสิ่งที่มีคนหลายๆ คน มาทำความเข้าใจร่วมกันในสิ่งเดียวกัน ว่าสิ่งนี้น่ารักหรือไม่น่ารัก โดยที่พวกเขาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ ฯลฯ ที่ตรงกันมาก่อน จึงจะทำให้เขาสามารถเข้าใจร่วมกันได้ </p>
<p>	การถือกระเป๋าคิปลิ่งไปทำงาน ก็คือการสื่อสารบางอย่าง ไปให้กับคนในระดับเดียวกัน ที่สามารถแปลมันและเข้าใจมันได้ ถ้าไม่มีใครเข้าใจมัน ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมันมาถือ </p>
<p>4.</p>
<p>	เพื่อนของผมอีกคนหนึ่ง มาสะกิดแขนแล้วทำตาพยักเพยิดไปทางหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าเรา ขณะที่เรากำลังนั่งเดินชอปปิ้งในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง </p>
<p>	&#8220;ดูสิ น่ารักฉิบหายเลย&#8221; เขากระซิบ </p>
<p>	&#8220;อือ น่ารักหว่ะ&#8221; ผมตอบ </p>
<p>	เธอเป็นเด็กสาว ผิวขาว ผอมบาง หน้าตาหมวยๆ ในชุดเสื้อสายเดี่ยว มาเดินชอปปิ้งกับครอบครัว เพียงแค่ผมมองเห็นแว่บแรก ก็เข้าใจว่าผู้หญิงลักษณะนี้น่ารัก แต่ถ้าเป็นเรื่องตุ๊กตาหรือกระเป๋า กลับไม่สามารถเข้าใจ  </p>
<p>	สังเกตเห็นว่าเธอถือกระเป๋าคิปลิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดเสียด้วย ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ผมคงไม่เข้าใจหรอกว่ากระเป๋าใบนั้นมีความหมายว่าอย่างไร แต่ตอนนี้รู้แล้ว </p>
<p>	เธอเดินเฉียดพวกเราไป เพื่อนของผมเหลียวมองตาม </p>
<p>	&#8220;อิเซ มิยาเกะ&#8221; เพื่อนเอ่ยขึ้น </p>
<p>	&#8220;คืออะไร?&#8221; ผมถาม </p>
<p>	&#8220;น้ำหอมไง&#8221; เพื่อนตอบ </p>
<p>	&#8220;แล้วมันหมายความว่ายังไง?&#8221; ผมถาม เพื่อนหันมามองแบบงงๆ </p>
<p>	ยังมีความน่ารักอีกหลายเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ จึงไม่สามารถแปลความหมายอีกมากมาย ที่แฝงอยู่บนร่างกายของเธอได้ แต่คาดว่าถ้าผมสามารถทำความเข้าใจได้หมด เธอจะยิ่งน่ารักขึ้นอีกมากเลย </p>
<p>&#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/28/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/28/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/28/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=28&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/22/shopping-%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Quod me nutrit me destruit</title>
		<link>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/21/quod-me-nutrit-me-destruit/</link>
		<comments>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/21/quod-me-nutrit-me-destruit/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jan 2008 01:21:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mischiefmayhemsoap</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/21/quod-me-nutrit-me-destruit/</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;
	แองเจลิน่า โจลี่ ดาราสาวชื่อดังสักประโยคภาษาลาตินนี้เอาไว้ที่หน้าท้องของเธอ มันมีความหมายว่า &#8220;สิ่งที่หล่อเลี้ยงฉัน คือสิ่งที่ทำร้ายฉัน&#8221; (What nourishes me also destroys me.) 
	ผมนึกถึงประโยคนี้ขึ้นมา เพราะเหมาะเจาะพอดีกับรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ได้เชิญดารานางแบบสาวสวย 3 คน มาพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการลดความอ้วน และการรักษาทรวดทรงองค์เอว เนื้อหาที่พวกเธอพูดคุยกัน ทำให้รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตเรา ไปพร้อมๆ กับที่มันทำร้ายชีวิตเราได้จริงๆ 
	ตอนที่ได้ยินประโยคนี้ครั้งแรก ผมนึกไปว่ามันหมายถึงเรื่อง &#8220;ความรัก&#8221; เสียอีก เพราะความรักทำให้หัวใจของเราอิ่มเอม ได้พอๆ กับที่แผดเผาหัวใจของเรา แต่เมื่อคิดไปคิดมาอีกที มันอาจจะหมายถึงเรื่อง &#8220;อาหาร&#8221; ก็ได้ 
	แองเจลิน่า โจลี่ จะต้องรักษาทรวดทรงของตนเองตลอดเวลา เพื่อรับบทสาวเซ็กส์ซี่ในหนังหลายๆ เรื่อง อาจจะเป็นไปได้ว่า ทุกครั้งที่เธอยืนอยู่หน้ากระจก และมองไปที่รอยสักประโยคนี้บนหน้าท้องของเธอ จะช่วยเตือนใจให้เธอยับยั้งชั่งใจ ไม่ตามใจปาก เพื่อรักษาหน้าท้องนี้ให้แบนราบอยู่ตลอดเวลา 
	โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอได้รับบท ลาร่า ครอฟต์ ในหนังเรื่อง Tomb Raider ที่เป็นตัวละครจากเกมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก 
	ลาร่า ครอฟต์ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=27&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8230;</p>
<p>	แองเจลิน่า โจลี่ ดาราสาวชื่อดังสักประโยคภาษาลาตินนี้เอาไว้ที่หน้าท้องของเธอ มันมีความหมายว่า &#8220;สิ่งที่หล่อเลี้ยงฉัน คือสิ่งที่ทำร้ายฉัน&#8221; (What nourishes me also destroys me.) </p>
<p>	ผมนึกถึงประโยคนี้ขึ้นมา เพราะเหมาะเจาะพอดีกับรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ได้เชิญดารานางแบบสาวสวย 3 คน มาพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการลดความอ้วน และการรักษาทรวดทรงองค์เอว เนื้อหาที่พวกเธอพูดคุยกัน ทำให้รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตเรา ไปพร้อมๆ กับที่มันทำร้ายชีวิตเราได้จริงๆ </p>
<p>	ตอนที่ได้ยินประโยคนี้ครั้งแรก ผมนึกไปว่ามันหมายถึงเรื่อง &#8220;ความรัก&#8221; เสียอีก เพราะความรักทำให้หัวใจของเราอิ่มเอม ได้พอๆ กับที่แผดเผาหัวใจของเรา แต่เมื่อคิดไปคิดมาอีกที มันอาจจะหมายถึงเรื่อง &#8220;อาหาร&#8221; ก็ได้ </p>
<p>	แองเจลิน่า โจลี่ จะต้องรักษาทรวดทรงของตนเองตลอดเวลา เพื่อรับบทสาวเซ็กส์ซี่ในหนังหลายๆ เรื่อง อาจจะเป็นไปได้ว่า ทุกครั้งที่เธอยืนอยู่หน้ากระจก และมองไปที่รอยสักประโยคนี้บนหน้าท้องของเธอ จะช่วยเตือนใจให้เธอยับยั้งชั่งใจ ไม่ตามใจปาก เพื่อรักษาหน้าท้องนี้ให้แบนราบอยู่ตลอดเวลา </p>
<p>	โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอได้รับบท ลาร่า ครอฟต์ ในหนังเรื่อง Tomb Raider ที่เป็นตัวละครจากเกมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก </p>
<p>	ลาร่า ครอฟต์ เป็นภาพแทนของหญิงสาวแห่งยุคสมัย แขนขาที่เรียวงามแต่แข็งแกร่ง เอวที่คอดกิ่ว สะโพกกลมกลึง เรียนสูงถึงระดับปริญญาเอก สองมือควงปืนสั้นและอาวุธนานาชนิด และคุณสมบัติประการสำคัญที่สุดของลาร่า ครอฟต์ ที่ผู้เล่นเกมนี้สามารถสังเกตเห็นได้เด่นชัดที่สุด คือทรวงอกขนาดมหึมาของเธอ </p>
<p>	ตามรายงานข่าวในนิตยสารต่างประเทศ บอกว่าก่อนที่แองเจลิน่า โจลี่ จะมารับบทนี้ เธอต้องไปฟิตซ้อมร่างกายนานหลายเดือน ฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การยิงปืน การปีนป่าย และความยากเย็นที่สุดของการเป็นลาร่า ครอฟต์ คือการผอมและ &#8220;อึ๋ม&#8221; ไปพร้อมๆ กัน </p>
<p>	โดยปกติการจะลดความอ้วนให้ผอมนั้น ก็เป็นเรื่องยากมากอยู่แล้วสำหรับคนทั่วไป แต่การที่เธอจะต้องผอมด้วย อึ๋มด้วย นี่นับว่าเป็นเรื่องยากขึ้นอีกเท่าตัว </p>
<p>	ร่างกายของเธอไม่ได้เป็นของเธอ ทันทีที่เธอตัดสินใจรับบทลาร่า ครอฟต์ ร่างกายของเธอได้ถูกภาพแทนของผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ เข้ามายึดครองและออกคำสั่งให้ต้องเปลี่ยนแปลงตามไป </p>
<p>	ประเด็นที่น่าพิจารณา คือความสมบูรณ์พร้อมทั้งหน้าตา รูปร่าง ความสามารถ ของลาร่า ครอฟต์ นั้นเป็นเพียงภาพแทน เธอไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ และคงไม่มีผู้หญิงจริงๆ คนใดในโลกเป็นได้เหมือนเธอ </p>
<p>	เธอเป็นเพียงเม็ดสีบนจอมอนิเตอร์ที่มาเรียงๆ กันด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่ร่างกายของคนเราในทุกวันนี้ กลับกำลังถูกบีบบังคับ ให้ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น </p>
<p>	ภาพแทนได้ไหลบ่ามาท่วมท้นความจริง จนผู้คนในสังคมมีอาการสับสน ไม่สามารถแยกแยะว่าความจริงที่แท้เป็นอย่างไร ร่างกายของเราจริงๆ ต้องเป็นอย่างไร </p>
<p>	ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกายของแองเจลิน่า โจลี่ คนเดียว ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามภาพแทนที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้น แต่ในทุกวันนี้ ร่างกายของผู้หญิงทุกคน (รวมถึงผู้ชายด้วย) ต่างก็ถูกภาพแทน ที่สร้างขึ้นมาโดยสังคมแวดล้อม เข้ามายึดครองเสียสิ้น </p>
<p>	ตั้งแต่เริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่น เด็กสาวก็เริ่มถูกครอบงำความคิด ดาราสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในแขกรับเชิญในรายการทอล์คโชว์ที่กล่าวถึงข้างต้น เธอเพิ่งเรียนอยู่แค่ชั้นมัธยม แต่ทันทีที่เธอเข้าสู่วงการบันเทิง เธอก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาลดความอ้วน </p>
<p>	เธอเล่าว่า เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองอ้วนมาก่อนเลย สมัยก่อนเธอก็กินข้าว กินขนม เหมือนกับเด็กธรรมดาทั่วไป จนกระทั่งเมื่อเริ่มเล่นละครโทรทัศน์ แล้ววันหนึ่งมี &#8220;ผู้ใหญ่&#8221; ในวงการคนหนึ่ง เรียกเธอเข้าไปคุยอย่างเคร่งเครียด ว่าจะต้องลดความอ้วน มิฉะนั้นจะไม่มีละครให้เล่น </p>
<p>	เรื่อยไปจนถึงผู้หญิงวัย 40-50 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ไม่น่าจะต้องห่วงเรื่องความสวยความงามแล้ว เพราะน่าจะแต่งงาน มีลูก มีครอบครัว มีงานการ มีคุณค่าในชีวิตด้านอื่นๆ ให้คำนึงถึง นอกจากเรื่องความสวยความงาม </p>
<p>	แต่ดาราสาวใหญ่บางคน ก็ออกมาถ่ายแฟชั่นชุดว่ายน้ำ โชว์หน้าท้องแบนราบ ผิวนวลเนียนเต่งตึง ผู้คนในสังคมล้วนออกมาแสดงความชื่นชม ในความสามารถดูแลรักษาร่างกายให้เหมือนกับหญิงสาวแรกรุ่น </p>
<p>	ดาราสาวอีกคนที่ไปออกรายการทอล์คโชว์ในคืนนั้น เป็นเจ้าของหนังสือสอนวิธีลดความอ้วน ที่หน้าปกหนังสือมีภาพของเธอในขณะที่กำลังสวยผอม เพรียวบาง </p>
<p>	ทุกวันนี้เธอกำลังถูกภาพของตัวเอง ย้อนกลับมาครอบงำตัวเอง โดยที่เธอต้องรักษาทรวดทรงเอาไว้ ให้เหมือนกับภาพของเธอบนหน้าปกหนังสือ เธอจะต้องผอมลง ผอมลง และรักษาความสาว ความสวยเอาไว้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ใครจะมาเชื่อในสิ่งที่เธอเขียนไว้ในหนังสือเล่มนั้น </p>
<p>	เท่ากับว่า ร่างกายของพวกเธอ ไม่ได้เป็นของพวกเธออีกต่อไปแล้ว ภาพของพวกเธอที่ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์หรือตามนิตยสาร ก็เป็นเพียงภาพแทนของพวกเธอเท่านั้น เพราะก่อนที่จะมาถ่ายแบบชุดว่ายน้ำ หรือใส่ชุดราตรีสวยๆ ใครรู้บ้างว่าพวกเธอต้องอดอาหารมากี่วัน ต้องไปอบผิว ทำอึ๋ม มาล่วงหน้ากี่วัน </p>
<p>	การเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นไปตามภาพแทน เป็นโครงการที่ไม่มีวันที่จะเสร็จสมบูรณ์ หรือเป็นโครงการแห่งความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง เพราะสังขารเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ ข้อนี้เป็นความจริงตามธรรมชาติที่ใครๆ ก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ทุกคนกลับอดไม่ได้ ที่จะแข็งขืน ด้วยการกินยา ทายา พันผ้า อดอาหาร หรือแม้กระทั่งช็อตไฟฟ้า ฯลฯ </p>
<p>	เค้กหรือไอศครีมทุกคำที่พวกเธอตักเข้าปากและกลืนลงคอไปนั้น คงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกผิด พวกเธอจึงกินได้เพียงแค่ปลานึ่งและผักนึ่งจำนวนเล็กน้อยต่อมื้อ เพียงแค่ให้สังขารดำรงอยู่ได้ </p>
<p>	เรื่องนี้เป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาในสังคมทุกวันนี้ และคนส่วนใหญ่กำลังมองข้ามไปด้วยความเคยชิน คิดกันไปว่าความผอมคือความสวย </p>
<p>	บางคนพูดว่าลาร่า ครอฟต์ เป็นผู้หญิงของยุคสมัย บางคนพูดว่าอิจฉาสามีของดาราสาวใหญ่คนนั้น บางคนพูดว่าต้องลดความอ้วนเพื่อสุขภาพและความงาม บางคนพูดว่าต้องผอมลงไปอีก 3-4 กิโลเพื่อที่จะได้ออกทีวีแล้วสวย </p>
<p>	พวกเราสร้างภาพแทนขึ้นมา และหลงคิดกันไปเองว่ามันเป็นความจริง เราหลงมีความสุขเมื่อได้เสพภาพแทนเหล่านั้น ทางโทรทัศน์ นิตยสาร หรือในหนัง โดยลืมไปว่ามันกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเรา </p>
<p>	หนังอย่าง Tomb Raider อาจจะดูสนุก แต่มันก็ทำร้ายคนดูไปพร้อมๆ กัน ตัวละครอย่างลาร่า ครอฟต์ อาจจะเป็นผู้หญิงที่งดงาม แต่เธอก็ทำร้ายผู้หญิงจริงๆ ไปพร้อมๆ กัน </p>
<p>&#8230;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/noneofebusiness.wordpress.com/27/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/noneofebusiness.wordpress.com/27/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/noneofebusiness.wordpress.com/27/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/noneofebusiness.wordpress.com/27/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/noneofebusiness.wordpress.com/27/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/noneofebusiness.wordpress.com/27/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/noneofebusiness.wordpress.com/27/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/noneofebusiness.wordpress.com/27/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/noneofebusiness.wordpress.com/27/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/noneofebusiness.wordpress.com/27/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/noneofebusiness.wordpress.com/27/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/noneofebusiness.wordpress.com/27/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=noneofebusiness.wordpress.com&blog=2431722&post=27&subd=noneofebusiness&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://noneofebusiness.wordpress.com/2008/01/21/quod-me-nutrit-me-destruit/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/dd8f3191802e6e7f5e1c2c113fd265c3?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mischiefmayhemsoap</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>